LOADING

Type to search

เมื่อลูกเป็นเพศที่สาม พ่อแม่จะรับมืออย่างไรดี?

Share
คลิกเพื่อแชร์
 

ทุกวันนี้ เป็นเรื่องไม่ยากที่จะได้พบเจอบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือเพศที่สาม ไม่ว่าจะเป็นคนที่เรียกกันด้วยภาษาปากว่าเกย์ ทอม เลสเบี้ยน หรือไบฯ ซึ่งประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศซึ่งได้รับการชื่นชมว่าค่อนข้างเปิดกว้างในเรื่องการแสดงออกทางเพศสภาพ อย่างไรก็ดี มีหลายครอบครัวที่ยังยืนยันว่าคงยอมรับไม่ได้หรือทำตัวไม่ถูกหากลูกของตนเองเป็นเพศที่สาม

วันนี้ My Honey Bun เลยขอชวนคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศ พร้อมเสนอวิธีเตรียมใจและรับมือเมื่อลูกของเราเป็นเพศที่สามมาฝากกันค่ะ

ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือเพศที่สามคืออะไรกันแน่?

ในสมัยก่อน โดยเฉพาะคนยุคพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายเรา น่าจะคุ้นชินกันการเรียก “เพศที่สาม” ที่ไม่ใช่ผู้ชายหรือผู้หญิงแท้ ว่าตุ๊ด กะเทย สาวประเภทสอง หรือทอม-ดี้ แต่ในปัจจุบันนี้ เริ่มเป็นที่เข้าใจกันมากขึ้นว่าเรื่องเพศเป็นสิ่งที่ลื่นไหลได้ (Fluid) จึงมักใช้คำเรียกแบบรวมๆ ว่าคนที่มีความหลากหลายทางเพศหรือ LGBTQ ซึ่งสามารถแตกออกได้เป็น

  • Lesbian: เลสเบี้ยน หรือหญิงรักหญิง
  • Gay: เกย์ หรือชายรักชาย
  • Bisexual: ไบเซ็กชวล หรือรักร่วมสองเพศ
  • Transgender: ทรานส์เจนเดอร์ หรือคนข้ามเพศ
  • Queer หรือ Questioning: เควียร์ หรือเพศไร้กรอบ
เพศที่สาม-ข้ามเพศ

โดยเพศที่สามยังสามารถจำแนกได้อีกว่าเป็นอัตลักษณ์ทางเพศ (Gender Identity) ซึ่งคือความรู้สึกที่ว่าตัวเองเป็นเพศไหน อาจเหมือนหรือต่างกับเพศกำเนิดที่ตนเกิดมาก็ได้, และเพศวิถี (Sexual Orientation) ซึ่งเป็นรสนิยมทางเพศทั้งในแง่ของแรงดึงดูดทางร่างกายและทางใจค่ะ1

ทำไมลูกเป็นทอม เกย์ หรือข้ามเพศ?

มีการศึกษาอย่างต่อเนื่องเพื่อหาคำตอบว่าเหตุผลอะไรทำให้คนคนหนึ่งมีความหลากหลายทางเพศ (หรือภาษาปากว่า “เบี่ยงเบนทางเพศ” ที่เป็นคำกล่าวที่ไม่เหมาะสมนัก) ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่พบสาเหตุชี้ชัดว่าเพราะอะไร แต่คาดว่ามีผลมาจากทั้งทางพันธุกรรมกำหนดตั้งแต่ที่เด็กอยู่ในครรภ์ (Nature) หรือการเลี้ยงดู (Nurture) เช่น ระหว่างตั้งครรภ์แม่มีฮอร์โมนเพศไม่สมดุล หรือเด็กโตมาในครอบครัวที่พ่อก้าวร้าวจึงไม่อยากเป็นผู้ชาย เป็นต้น2

ในทางการแพทย์ไม่ได้มองว่าเพศที่สามเป็นโรค เป็นอาการป่วยทางจิต หรือเป็นความผิดปกติที่ต้องได้รับการรักษา แถมยังไม่ใช่ “ทางเลือก” อีกด้วย และถึงแม้ในอดีตจะมีการใช้หลักวิทยาศาสตร์หรือเทคนิคบำบัดเพื่อพยายามแก้ไข แต่ก็ไม่พบว่าสามารถรักษาหรือเปลี่ยนแปลงความหลากหลายทางเพศได้ ทุกวันนี้ จึงไม่มีการใช้วิธีบังคับหรือชักจูงให้คนเปลี่ยนรสนิยมทางเพศหรืออัตลักษณ์ทางเพศอีกแล้ว1

เพศที่สาม-รับมือ

จะรับมืออย่างไรเมื่อลูกมาสารภาพว่าเป็นเพศที่สาม?

การปิดบังตัวตนและการไม่ได้รับความยอมรับจากคนรอบข้าง จะส่งผลเสียทั้งทางสุขภาพกายและสุขภาพจิตต่อเพศที่สาม โดยเฉพาะในเด็กและวัยรุ่นที่พบว่ามักถูกแกล้ง เสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า โรคเครียด การใช้สารเสพติด การทำร้ายตัวเอง และพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ3 ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องให้ความยอมรับ ความเข้าใจ และความรักอย่างไร้เงื่อนไขเพื่อช่วยเป็นแรงใจให้ลูกของเรามั่นใจในอัตลักษณ์ของตัวเองและแน่ใจว่าไม่ว่าเค้าจะมีเพศไหน พ่อแม่จะรักและคอยอยู่เคียงข้างเค้าเสมอ

ลองใช้แนวคิดและวิธีปฏิบัติที่เรารวบรวมมาวันนี้ คุณพ่อคุณแม่จะสามารถก้าวข้าวผ่านความผิดหวัง พร้อมยื่นมือไปช่วยลูกรักของเราได้ดียิ่งขึ้นค่ะ

เพศที่สาม-ไม่ทำโทษลูก
  1. ไม่ดุด่าหรือทำโทษลูก
  2. รับฟังคำสารภาพของลูกอย่างใจเย็น ไม่ดุด่า ต่อว่า หรือลงโทษ อย่าลืมว่าลูกต้องเก็บความลับนี้มานานแค่ไหน หากเป็นไปได้ให้เข้าไปกอดลูกแล้วบอกขอบคุณที่ตัดสินใจมาบอกความจริง เพื่อทำให้ลูกมั่นใจว่าคุณรักเค้าอย่างไม่มีเงื่อนไข3 อย่างไรก็ดี เป็นเรื่องปกติที่ผู้ปกครองหลายบ้านอาจต้องใช้เวลาเพื่อทำการยอมรับมากกว่าบ้านอื่น พ่อแม่อย่าลืมให้เวลาตัวเองและทำความเข้าใจ ขอแค่อธิบายให้ลูกฟังว่าเราขอเวลาสักหน่อยและไม่ทอดทิ้งเค้าในระหว่างนั้นก็พอค่ะ4

  3. ไม่โทษตัวเอง
  4. ถึงการคิดหาเหตุผลจะเป็นหนึ่งในวิธีรับมือปัญหาของมนุษย์ แต่การคิดวนไปวนมาเพื่อหาว่าทำไมลูกเราถึงเป็นเพศที่สาม การโทษตัวเองว่าเป็นเพราะเราเลี้ยงดูลูกไม่ดี5 มองว่าลูกมีเวรกรรม หรือแม้แต่เอ่ยปากถามลูกว่า “พ่อกับแม่ทำอะไรผิด?” “ทำไมลูกถึงเป็นแบบนี้?” จะไม่เกิดประโยชน์กับใครเลยค่ะ แถมยังทำให้เสียเวลาที่ทั้งฝ่ายคุณและลูกจะได้ก้าวข้ามไปสู่การยอมรับตัวตนอีกต่างหาก

    เพศที่สาม-ไม่โทษตัวเอง
  5. ไม่หาทาง “รักษา” ลูก
  6. อย่างที่ My Honey Bun อธิบายไปข้างต้น การเป็นเพศที่สามไม่ใช่สิ่งที่เราเลือกได้ ทั้งยังไม่ใช่ความผิดปกติที่ต้องได้รับการรักษา มีน้อยครั้งมากที่เด็กจะเปลี่ยนตัวเองกลับไปเป็นเพศหญิงหรือชายแท้ได้ (ซึ่งมักเป็นกรณีที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงเพศด้วยสถานการณ์ เช่น เด็กในโรงเรียนหญิงล้วนชอบรุ่นพี่ทอม เป็นต้น)

    ปล่อยให้ลูกเติบโตและค้นหาตัวเองอย่างเหมาะสม อย่าพยายามเปลี่ยนลูกด้วยการบังคับให้ใส่กระโปรง บังคับให้เล่นกีฬา หรือส่งไปบวช เพราะนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังสร้างรอยแผลอย่างถาวรแก่เด็กที่จะเชื่อว่าตนมีความผิดหรือต้องปิดบังความเป็นตัวเองไปตลอดชีวิต

    เพศที่สาม-ไม่กังวล
  7. ไม่ต้องกังวลแทนลูก
  8. อีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้พ่อแม่ยอมรับไม่ได้เมื่อลูกมาสารภาพว่าเป็นเพศที่สาม ก็คือความกลัวหรือกังวลใจถึงอนาคตของลูก เช่น กลัวว่าลูกจะไม่ได้แต่งงานมีครอบครัว กลัวว่าลูกจะถูกล้อเลียนหรือกีดกัน หรือกระทั่งกลัวว่าลูกจะเป็นเอดส์

    ไม่ว่าลูกจะเป็นเพศชาย หญิง หรือเพศที่สาม ย่อมต้องเผชิญปัญหาหรืออุปสรรคในชีวิตเป็นธรรมดา พ่อแม่จึงควรโยนความกังวลล่วงหน้าเหล่านั้นทิ้งไปเสีย และโฟกัสที่การเป็นโค้ชเพื่อช่วยลูกรับมือกับปัญหาที่เกิดเป็นเรื่องๆ ไปดีกว่า อย่ามัวแต่มองถึงผลเสียของการมีลูกเป็นเพศที่สาม ทุกวันนี้คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถมองเห็นว่ามีคนที่ไม่ใช่หญิงแท้หรือชายแท้ที่ประสบความสำเร็จทางการเรียน หน้าที่การงาน และหลายคู่ก็สร้างครอบครัวที่สมบูรณ์และน่ารักได้เช่นกัน

    เพศที่สาม-ครอบครัวเพศที่สามยิ้ม

    อ่านต่อ
    ว่ากันว่า มีลูกสาวแล้วขาดทุน จริงแท้แค่ไหน? งานวิจัยว่าไงมาดูกัน!
    เจ้าชายหลบไป! รวมหนังสือและนิทานปลูกฝังลูกสาวให้สตรอง!


  9. ไม่กลัวที่จะเติบโตไปพร้อมกัน
  10. หาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจกับลูกของเรามากขึ้น และอย่าลืมว่าเพศสภาพมีความยืดหยุ่นมาก จึงควรหาโอกาสคุยอย่างเปิดอกกับลูกเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกัน เช่น เด็กบางบ้านอาจอยากแต่งตัวข้ามเพศ ในขณะที่เด็กบางคนอาจแค่ชอบเพศเดียวกันเฉยๆ

    อีกหนึ่งภาพจำที่พ่อแม่ควรลบทิ้งไปก็คือเรื่องเพศสัมพันธ์ เพราะการเป็นเพศที่สามไม่ได้หมายความถึงรสนิยมทางการมีเพศสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว6 เมื่อมองข้ามเรื่องนี้ได้ พ่อแม่อาจจะทิ้งความรู้สึกแปลกแยกจากลูกของตัวเองไปได้ อย่างไรก็ดี ก็ยังถือเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองที่ควรสอนเรื่องเพศศึกษาอย่างถูกต้องกับลูก โดยเฉพาะในเรื่องการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยค่ะ

    เพศที่สาม-โตไปด้วยกัน
  11. ไม่ปฏิเสธตัวช่วย
  12. ปัจจุบัน มีหน่วยงานหลากหลายที่พร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำทั้งในด้านจิตวิทยาและในทางการแพทย์กับผู้มีความหลากหลายทางเพศและครอบครัว ซึ่งพ่อแม่สามารถเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เพจดังนี้ค่ะ1

    แพทย์หญิงจิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์ด้านเวชศาสตร์วัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดีได้กล่าวไว้ว่า “พ่อแม่ก็เหมือนคนปลูกต้นไม้” คือเรามีหน้าที่เพียงรดน้ำพรวนดิน แต่หน้าที่การเจริญเติบโตนั้นเป็นของเมล็ดพันธุ์4 ซึ่งเป็นแนวคิดที่ใช้ได้ทั้งกับการรับมือเมื่อลูกเป็นเพศที่สาม และการเลี้ยงเด็กในทุกๆ วัน เพราะเมื่อคิดได้แบบนี้เมื่อไหร่ พ่อแม่ก็จะรู้สึกโล่งจากภาระที่แบกรับเอาไว้ในทันที ขอแค่เราดูแลลูกด้วยความรัก ความเข้าใจ และยอมรับในตัวตนของเค้า ไม่ว่าลูกเป็นเพศไหนก็จะเติบโตมาด้วยความมั่นใจ มีภูมิต้านทานต่อโลกภายนอก และมีความสุขเนื่องจากได้เป็นตัวเองอย่างแน่นอนค่ะ

เพศที่สาม-ครอบครัว

อ่านต่อ
พ่อแม่เพอร์เฟคหลบไป! ชวนเลี้ยงลูกอย่างเข้าใจ สไตล์พ่อแม่ที่ดี(พอ)
ง่ายกว่าที่คิด วิธีการเลี้ยงลูกให้ EQ สูงเฟร่อ! ล้มแล้วลุกเองเป็น

 

อ้างอิงจาก

  1. วัยรุ่นเพศที่สาม พ่อแม่ควรเปลี่ยนทัศนคติและเปิดใจ, พบแพทย์, https://www.pobpad.com/วัยรุ่นเพศที่สาม-พ่อแม่
  2. ดร.เนตรปรียา ชุมไชโย (ครูเคท), ธรรมชาติกำหนดให้เป็นเกย์, ไทยรัฐออนไลน์, https://www.thairath.co.th/content/479305
  3. Bill Canacci, What to do when your child comes out as LGBTQ, USA TODAY, 25 Jun 2017, https://www.usatoday.com/story/news/2017/06/24/coming-out-what-parents-lgbtq-kids-can-do/417155001/
  4. ลูกเป็นกะเทย พ่อแม่ต้องเปิดใจ, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), 14 ต.ค. 2014, http://www.thaihealth.or.th/Content/26111-ลูกเป็นกะเทย%20พ่อแม่ต้องเปิดใจ.html
  5. Michael C. LaSala Ph.D., What to Do When Your Child Says: “I’m Gay!”, Psychology Today, 18 Apr 2011, https://www.psychologytoday.com/intl/blog/gay-and-lesbian-well-being/201104/what-do-when-your-child-says-im-gay
  6. Justin Myers, How to react to your child coming out as gay, GQ, 9 Aug 2017, https://www.gq-magazine.co.uk/article/child-coming-out-as-gay
Tags

You Might also Like

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Trending