LOADING

Type to search

ลูกเรียนอ่อน? หรือมีอาการบกพร่องด้านการอ่าน (Dyslexia)?

Share
คลิกเพื่อแชร์

คุณพ่อคุณแม่ที่ติดตามข่าวสารจากฝั่งตะวันตกบ่อยๆ น่าจะคุ้นตากับคำว่า Dyslexia กันมาบ้าง โดยอาจทราบคร่าวๆ ว่านี่เป็นความผิดปกติด้านการอ่านอย่างหนึ่งที่คนดังบางคนเป็น แต่ทราบไหมคะว่าอาการ Dyslexia ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด เพราะมีการประเมินว่าคน 1 ใน 5 มีอาการ Dyslexia ตั้งแต่ระดับเล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง

เด็กที่มีอาการ Dyslexia มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเด็กหัวช้า เรียนไม่เก่ง ไม่ขยัน ไม่มีวินัย หรือไม่พยายาม ซึ่งความเข้าใจผิดๆ นี้อาจทำให้เด็กไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง เสียโอกาสในการเรียนรู้ และส่งผลให้เด็กกลายเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง เก็บกด วิตกกังวล ซึมเศร้า รวมถึงยังมีโอกาสทำให้เด็กเป็นโรคสมาธิสั้นถึง 25% เลยทีเดียว1

อาการบกพร่องด้านการอ่าน (Dyslexia) คืออะไร?

Dyslexia เป็นหนึ่งในอาการบกพร่องด้านการเรียนรู้ (Learning Disorder) ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด โดยปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุแน่นอน2 แต่คาดว่าพันธุกรรมมีผลถึง 69 – 87% โดยเด็กที่พ่อแม่หรือพี่น้องมีอาการนี้ จะมีโอกาสเป็นถึง 50%1 และคาดกันว่าเด็กที่คลอดก่อนกำหนดหรือมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่าปกติ เด็กที่แม่ติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ และเด็กที่ได้รับยา สารเสพติด หรือแอลกอฮอล์ในครรภ์ก็มีความเสี่ยงที่จะมีอาการนี้ได้2

Dyslexia ไม่ใช่โรคหรือความเจ็บป่วย หากจะอธิบายง่ายๆ อาการนี้คือการที่สมองรับรู้และถอดรหัสตัวหนังสือที่อ่านต่างจากคนอื่น กล่าวคือ คนทั่วไปจะใช้สมองซีกซ้ายที่เกี่ยวข้องกับภาษาในการทำความเข้าใจสิ่งที่อ่าน แต่ระบบสมองของคนที่เป็น Dyslexia กลับใช้สมองซีกขวาทำความเข้าใจสิ่งที่อ่าน ทำให้สิ่งที่สามารถถอดรหัสได้นั้นไม่ถูกต้อง

อาการนี้มีระดับความรุนแรงและลักษณะแตกต่างกันในแต่ละคน โดยบางคนอาจเห็นตัวอักษรและตัวเลขบางตัวกลับด้าน หรือบางคนสะกดคำไม่ได้ ซึ่งทำให้ไม่สามารถอ่านได้อย่างถูกต้อง (Accuracy), อ่านไม่คล่อง อ่านช้า (Fluency), และส่งผลไปจนถึงการไม่เข้าใจเนื้อความที่อ่านได้นั่นเอง (Comprehension)3

วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของเด็กที่เป็น Dyslexia

เนื่องจากอาการนี้เกี่ยวข้องกับการอ่าน จึงสังเกตได้ยากในวัยก่อนเข้าเรียน อย่างไรก็ดี หากคุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตอาการและเข้าพบแพทย์เร็วเท่าไร โอกาสที่อาการจะดีขึ้นหรือได้รับโอกาสการเรียนรู้ที่เหมาะสมก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

ก่อนวัยเรียน

  • เริ่มพูดช้ากว่าเด็กวัยเดียว2
  • จำตัวอักษรและเสียงของตัวอักษรไม่ได้
  • สับสนกับการเล่นคำคล้องจองและคำสัมผัส เช่น หากถามว่า “กาง” มีเสียงเหมือนคำว่า บาง บิน หรือเบา ก็อาจตอบไม่ได้1
  • อาจเขียนชื่อตัวเองไม่ได้

วัยประถมฯ

  • สับสนคำที่คล้ายกัน อ่านไม่ถูกต้อง อ่านช้า อ่านคำยาวๆ ไม่ได้ และไม่เข้าใจเรื่องที่อ่าน4
  • สะกดคำผิด
  • เลือกใช้คำพูดในการสื่อสารไม่ถูกต้อง
  • ยังคงไม่เข้าใจเรื่องคำสัมผัส หรือหากบอกให้ตัดเสียงใดเสียงหนึ่งออกจากคำ ก็จะตอบไม่ได้ เช่น หากเอาเสียง กอ ไก่ เอาจากคำว่า “กาง” แล้วใส่ บ ใบไม้แทน จะได้คำว่าอะไร1
  • ช่วงนี้พ่อแม่อาจเริ่มได้รับการแจ้งจากทางโรงเรียนว่าลูกมีปัญหา เช่น อ่านไม่ออก เรียนไม่ทันเพื่อน ไม่ยอมอ่านออกเสียง หรือไม่ทำการบ้าน

หากพ่อแม่สงสัยว่าลูกอาจมีอาการบกพร่องด้านการอ่าน ควรรีบเข้าปรึกษาทางโรงเรียนและพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยในทันที เบื้องต้นแล้วจะมีการทดสอบ IQ และทดสอบการมองเห็น-ได้ยิน (รวมถึงคัดแยกปัจจัยอื่นๆ ออก เช่น ความป่วยไข้ทางกาย ความผิดปกติทางจิตใจ ปัญหาทางสังคม หลักสูตรการเรียนบกพร่อง หรือได้รับการสอนไม่เพียงพอ)3 หากไม่มีอะไรผิดปกติ แสดงว่าเด็กน่าจะเป็น Dyslexia ค่ะ

วิธีรักษาอาการ Dyslexia

อาการบกพร่องด้านการอ่านนอกจากจะไม่สามารถฟันธงสาเหตุที่แน่ชัดได้ ก็ยังไม่มีการรักษาที่ชัดเจนด้วย แต่ครอบครัวยังสามารถช่วยเหลือเด็กที่มีอาการได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

    1. ฝึกสมอง

ปัจจุบันในประเทศไทยเริ่มมีการตระหนักถึงความแพร่หลายของอาการ Dyslexia มากขึ้น และมีการพยายามพัฒนาเทคนิคต่างๆ เพื่อแก้ไขและบรรเทาอาการให้ลดน้อยลง

มีตัวอย่างความช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัย Stanford ที่สร้างโปรแกรม Fast ForWard ซึ่งใช้การฝึกสมองให้คุ้นชินกับการอ่าน และจากการทดลองกับเด็กอายุ 8 – 12 ปี พบว่าสมองมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อฝึกด้วยโปรแกรมนี้เป็นเวลา 100 นาที ตลอด 8 สัปดาห์4

พ่อแม่ยังสามารถช่วยลูกด้วยการสนับสนุนให้ฝึกฝนทักษะผ่านการหมั่นอ่านหนังสือ ให้ลูกเริ่มฟังหนังสือเสียง หรืออ่านนิทานให้ลูกฟังบ่อยๆ

    1. ปรึกษาอาจารย์และโรงเรียน

เด็กที่มีอาการควรได้เรียนกับนักเรียนที่มีพื้นฐานการอ่านใกล้เคียงกันในห้องเรียนเล็กสำหรับ 1 – 2 คน โดยแทนที่จะสอนให้จำรูปคำ ควรเน้นสอนการแยกเสียงคำ-พยางค์และการสะกดแบบแยกหน่วย (Phonics) แทน1

นอกจากนี้ ยังควรช่วยเหลือให้เด็กได้มีเวลาอ่านและทบทวนบทเรียนมากกว่าผู้อื่น เช่น อัดเสียงอาจารย์ระหว่างสอนเพื่อให้เด็กกลับไปฟังทวนที่บ้าน ให้สอบด้วยวิธีปากเปล่าหรือสอบแยกห้องจากคนอื่นเพื่อตัดเสียงรบกวน เป็นต้น

  1. สร้างแรงจูงใจ
  2. เด็กที่เป็น Dyslexia มักไม่มั่นใจในตัวเอง รู้สึกมีปมด้อย บางคนก็ถูกเพื่อนล้อจนไม่อยากไปโรงเรียน พ่อแม่จึงต้องสร้างแรงจูงใจเพื่อกระตุ้นให้ลูกอยากพัฒนาตนเองและเริ่มเรียนรู้ ทำให้ลูกสบายใจว่าอาการของลูกจะดีขึ้นเมื่อได้ปรับเทคนิคการเรียนรู้ (ด้วยการช่วยเหลือของโรงเรียนและพ่อแม่ รวมถึงเด็กต้องขยันทบทวนบทเรียนเองด้วย) และอีกไม่นานลูกจะได้เรียนอย่างสนุกแน่นอน

    นักแสดงสาว Keira Knightley เป็นอีกหนึ่งคนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น Dyslexia ตั้งอายุ 6 ขวบ เธอเล่าว่าอยากเป็นนักแสดงมาตั้งแต่เล็กๆ แม่ของเธอจึงต่อรองว่าจะอนุญาตให้เข้าวงการหากเธอตั้งใจทบทวนบทเรียนกับแม่ทุกวัน เธอบอกว่าการอยากเป็นนักแสดงที่จำเป็นต้องท่องบทเป็นเหมือนแรงจูงใจที่ทำให้เธอผ่านความยากลำบากของอาการ Dyslexia มาได้

  3. ให้กำลังใจ
  4. เอาใจใส่ดูแลลูกอย่างใกล้ชิด โดยพยายามไม่กดดันหรือใช้ไม้แข็งบีบบังคับให้ลูกอ่านหรือเขียนให้ได้

    ผู้ปกครองต้องทำความเข้าใจว่าอาการ Dyslexia เกิดมาจากระบบการทำงานของสมองที่แตกต่างจากคนอื่น จึงไม่ควรต่อว่าเด็กว่าขี้เกียจหรือไม่พยายาม เพราะจะยิ่งทำให้ลูกเครียด กดดัน พาลไม่อยากเรียนหนังสือต่อไปเลยก็ได้

    1. ค้นหาศักยภาพด้านอื่นๆ

มีคนดังซึ่งประสบความสำเร็จมากมายที่มีอาการ Dyslexia ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ Steven Spielberg, นักคิด Steve Jobs, มหาเศรษฐี Richard Branson, นักดนตรี John Lennon, นักแสดง Tom Cruise รวมไปถึงอัจฉริยะระดับโลกอย่าง Albert Einstein

สิ่งที่คนเหล่านี้มีเหมือนกันคือความชอบและความมุ่งมั่นในสิ่งที่ตนหลงใหล ดังนั้น พ่อแม่จึงควรช่วยลูกค้นหาตัวตนและจุดแข็งในด้านอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากการอ่านเขียน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬา เล่นดนตรี หรือแสดงออกผ่านศิลปะ แล้วสนับสนุนให้ลูกทำสิ่งที่เค้าชอบอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความมั่นใจในตัวเองและมอบโอกาสประกอบอาชีพในอนาคต3

อ้างอิงจาก

  1. ผศ.นพ.มนัท สูงประสิทธิ์, โรคบกพร่องด้านการเรียน (Learning disorders), ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, https://med.mahidol.ac.th/ramamental/generaldoctor/09042014-1230
  2. Dyslexia, พบแพทย์, https://www.pobpad.com/dyslexia
  3. นพ.เทอดพงศ์ ทองศรีราช, Learning disorder (ความบกพร่องในการเรียนรู้ ), ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย, http://www.thaipediatrics.org/Media/media-20161215143257.pdf
  4. ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน, Dyslexia: โรคความบกพร่องในการอ่านหนังสือ, 28 ก.พ. 2557, http://www.manager.co.th/science/viewnews.aspx?NewsID=9570000022330
Tags:

You Might also Like

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Trending