LOADING

Type to search

ลูกไฮเปอร์เกินไป…ปกติหรือไม่? ทำความเข้าใจกับโรคสมาธิสั้น (ADD/ADHD)

Share
คลิกเพื่อแชร์
 

พฤติกรรมบางอย่างที่อาจดูเป็นเรื่องปกติของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการไม่ค่อยฟังผู้ใหญ่ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่ยอมอยู่นิ่งๆ ลืมทำการบ้าน เหม่อลอยในห้องเรียน ฯลฯ อาจไม่ใช่เพราะลูกเราเกเรหรือไร้ระเบียบวินัย แต่อาจเป็นสัญญาณว่าลูกเป็นโรคสมาธิสั้นก็ได้

โรคสมาธิสั้น หรือ Attention Deficit Hyperactivity Disorder (ADHD หรือ ADD) เป็นภาวะที่เกิดกับเด็กหลายคนในปัจจุบัน โดยมักมีอาการไม่สนใจ ดูกระวนกระจายใจ และหุนหันพลันแล่น1 ซึ่งจะแสดงออกมาด้วยการนั่งเฉยๆ ไม่ได้ ไม่ค่อยทำตามคำสั่ง หรือควบคุมตัวเองไม่ได้ แต่พ่อแม่จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกเป็นเด็กสมาธิสั้นหรือแค่มีพฤติกรรมอย่างเด็กทั่วไป วันนี้ My Honey Bun ได้รวบรวมวิธีสังเกตพร้อมคำแนะนำการรับมือมาไว้ให้แล้วค่ะ

โรคสมาธิสั้น-ไม่ฟัง

โรคสมาธิสั้น ADD หรือ ADHD คืออะไร?

ADD หรือ ADHD เป็นคำย่อที่เราใช้เรียกอาการของเด็กสมาธิสั้น ซึ่งจะมีความแตกต่างด้านพัฒนาการทางสมองและการทำงานของสมอง ส่วนอาการนั้นจะแสดงออกทางอารมณ์และความสนใจเป็นหลัก เช่น เด็กไม่สามารถนั่งอยู่นิ่งๆ และไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ จนอาจส่งผลกระทบต่อการเรียน และความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับเพื่อนหรือคนในครอบครัว2

อาการของโรคสมาธิสั้นมักปรากฏในเด็กอายุก่อน 7 ขวบเป็นส่วนใหญ่ ทำให้มีความยากในการจำแนกความแตกต่างระหว่างโรคสมาธิสั้นกับพฤติกรรมซนๆ ของเด็กได้เหมือนกัน

โรคสมาธิสั้น-เบื่อเรียน

อ่านต่อ
ลูกเรียนอ่อน? หรือมีอาการบกพร่องด้านการอ่าน (Dyslexia)?
เกเร? ก้าวร้าว? ถึงคราวงานเข้า เมื่อลูกเราไปแกล้งเพื่อน

สาเหตุของโรคสมาธิสั้น

ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่เฉพาะเจาะจงของโรคสมาธิสั้นไว้อย่างชัดเจนมากนัก แต่มีหลักฐานว่าความผิดปกติของพันธุกรรมมีส่วนทำให้เกิดโรคสมาธิสั้นได้เช่นกัน โดย 3 ใน 4 ของเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น มักมีญาติหรือคนใกล้ชิดที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม3 นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดโรคนี้ได้เช่นกัน อย่างอาการบาดเจ็บทางสมอง การคลอดก่อนกำหนด การสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ของมารดาในขณะตั้งครรภ์ รวมทั้งภาวะเครียดระหว่างตั้งครรภ์ด้วย

โรคสมาธิสั้น-เด็กนั่งคนเดียว

จะสังเกตอย่างไรว่าลูกเป็นโรคสมาธิสั้น?

เด็กสมาธิสั้นไม่จำเป็นต้องเป็นเด็กไฮเปอร์อยู่ไม่สุขเสมอไป แต่อาจเป็นเด็กนิ่งๆ ที่มักเหม่อลอยและโฟกัสกับอะไรเป็นเวลานานไม่ได้ แต่โดยปกติแล้ว โรคสมาธิสั้นมักแสดงอาการออกมา 3 ประการดังนี้

  1. ไม่สนใจ (Inattentive)
  2. เด็กจะมีอาการไม่สนใจ ไม่ตั้งใจ เช่น อยู่ๆ ก็ลุกออกไปจากโต๊ะขณะครูสอนในห้องเรียน วาดรูปยังไม่เสร็จแต่ก็หันไปทำอย่างอื่น อาจดูไม่ตั้งใจฟังในสิ่งที่ผู้ใหญ่บอก หรือขี้ลืมมากว่าปกติ2 โดยบางครั้งอาจสังเกตได้จากพฤติกรรมของเด็กที่เบื่อง่ายก่อนจะทำอะไรเสร็จสิ้น มีปัญหาในการจดจำสิ่งต่างๆ บ่อยครั้ง ชอบทำของเล่นหาย เป็นต้น1
  3. กระวนกระวายใจ (Hyperactive)
  4. บางครั้งเด็กอาจเบื่อง่าย และหากทำอะไรผิดพลาด ก็จะมีอาการโกรธเกรี้ยว อารมณ์ร้อน ดูเหมือนเป็นพฤติกรรมก้าวร้าว 2 บางครั้งสังเกตได้จากพฤติกรรมพูดมากเกินไป เคลื่อนที่ไปมาอย่างต่อเนื่อง หรือปีนป่ายในที่ที่ไม่เหมาะสม1
  5. หุนหันพลันแล่น (Impulsive)
  6. มักทำบางอย่างรวดเร็วก่อนสมองจะคิดทัน บางครั้งเด็กอาจทำสิ่งต่าง ๆ โดยไม่ขออนุญาต เด็กดูมีปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่รุนแรงมากเกินไป2 บางทีสังเกตได้จากการชอบขัดจังหวะการพูดของคนอื่น หรือเก็บอารมณ์ไม่ได้1
โรคสมาธิสั้น-ทำการบ้าน

วิธีรับมือและรักษาอาการโรคสมาธิสั้น

เมื่อผู้ปกครองสังเกตว่าลูกตนเองมีอาการข้างต้น โดยมีอาการหลายอย่างร่วมกัน เกิดขึ้นบ่อยๆ และในหลายสถานการณ์ (เช่น ทั้งที่บ้าน โรงเรียน หรือในสนามเด็กเล่น) อาจเป็นสัญญาณว่าลูกเราเป็นเด็กสมาธิสั้น อย่างไรก็ดี ควรพาเด็กไปรับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เพื่อหาแนวทางรักษาและบรรเทาอาการต่อไปดังนี้

  1. การสอนของผู้ปกครอง เป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุดในการตอบสนองทางพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้น โดยแพทย์จะมีคำแนะนำต่อผู้ปกครองเพื่อช่วยบรรเทาอาการของเด็ก ซึ่งอาจรวมถึงการสร้างกฎที่ชัดเจน การออกกำลังกาย และการให้เด็กได้พักผ่อนและทานอาหารที่เหมาะสม
  2. การสนับสนุนจากโรงเรียน ครูสามารถช่วยให้เด็กสมาธิสั้นเข้ากับเพื่อนได้ดีขึ้น และสนุกกับการเรียนได้มากขึ้น
  3. พฤติกรรมบำบัด นักบำบัดจะช่วยพัฒนาทักษะด้านสังคม อารมณ์ และการวางแผนของเด็กให้ดียิ่งขึ้น
  4. รักษาด้วยยา เพื่อช่วยกระตุ้นให้สารเคมีในสมองที่ทำให้เกิดความสนใจรวดเร็วทำงานได้ช้าลง ส่งผลให้เด็กควบคุมตัวเองได้มากขึ้น
โรคสมาธิสั้น-ช่วยกันทำการบ้าน

การสังเกตได้ไวและรักษาอย่างเหมาะสม จะช่วยให้เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นมีพัฒนาการที่ดีขึ้นได้ ขอเพียงให้คำปรึกษา ดูแล และสอนลูกอย่างถูกวิธี เด็กก็จะสามารถเติบโตและใช้ชีวิตประจำวันอย่างไร้ปัญหาเหมือนเด็กคนอื่นค่ะ

 

อ้างอิงจาก

  1. Melinda Smith, Lawrence Robinson, and Jeanne Segal, ADHD in Children, Helpguide.org, Oct 2018, https://www.helpguide.org/articles/add-adhd/attention-deficit-disorder-adhd-in-children.htm
  2. ADHD, KidsHealth, Nov 2017, https://kidshealth.org/en/parents/adhd.html
  3. What Is ADHD?, American Psychiatric Association, Jul 2017, https://www.psychiatry.org/patients-families/adhd/what-is-adhd
Tags

You Might also Like

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Trending