LOADING

Type to search

ผลศึกษาชี้! ฝึกลูกนอนเองวิธี Cry it out ได้ผลดี ไม่มีปมต่อจิตใจเด็ก

Share
คลิกเพื่อแชร์
 

นอกจากลูกน้อยที่เป็นของขวัญชิ้นล้ำค่าที่สุดสำหรับพ่อแม่ ของขวัญเลอค่าอีกชิ้นถัดมาก็น่าจะเป็นการที่ลูกเรายอมนอนหลับยาวตลอดคืน ซึ่งกว่าจะได้มาต้องอาศัยความอดทนจากพ่อแม่และความร่วมมือจากเจ้าหนูด้วย โดยหนึ่งในวิธีฝึกลูกนอนเองที่ได้รับความนิยมกันมาก โดยเฉพาะในฝั่งตะวันตกก็คือวิธี Cry it out ที่หากพูดง่ายๆ ก็คล้ายกับการกลั้นใจส่งลูกเบบี๋เข้านอนด้วยตัวเอง แบบที่พ่อแม่จะไม่รีบเข้าไปปลอบในทันทีที่เด็กร้องไห้

วิธีฝึกลูกนอนสไตล์ Cry it out นี้ ว่ากันว่าหากทำอย่างถูกต้อง จะทำให้ลูกนอนหลับได้ด้วยตัวเอง และนอนยาวตลอดคืนได้ภายใน 4 คืนหรือไม่เกินสัปดาห์ อย่างไรก็ดี วิธีนี้ยังเป็นประเด็นที่ยังถูกถกเถียงกันอยู่ว่า การปล่อยให้เด็กร้องไห้นานๆ โดยไม่มีใครเข้าไปปลอบ จะส่งผลให้เด็กเครียด มีปมฝังใจ หรือไม่เชื่อใจพ่อแม่หรือไม่ วันนี้ My Honey Bun เลยอยากนำเสนอข้อมูลการฝึกลูกนอนเองด้วยวิธีนี้แบบรอบด้าน มาให้ผู้ปกครองแต่ละบ้านลองชั่งน้ำหนักและตัดสินใจกันดูค่ะ

ฝึกลูกนอนเอง-ร้องไห้เบะปาก

ร้องเข้าไป ร้องเข้าไป…กับวิธี Cry it out (?)

วิธี Cry it out หรือ CIO เป็นแนวปฏิบัติในการฝึกลูกนอนที่มีพื้นฐานมาจากความคิดว่าในการฝึกเด็กเข้านอน การปล่อยให้เด็กร้องไห้ชั่วขณะก่อนที่พ่อแม่จะเข้าไปปลอบโยน เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากเด็กจะเรียนรู้การกล่อมตัวเองจนหลับได้เอง แทนที่จะต้องคอยพึ่งพาพ่อแม่ให้เข้าไปกล่อมหรือพานอนทุกคืน โดยวิธี Cry it out นี้ จะส่งผลดีกับทั้งตัวเด็กและพ่อแม่ คือหากจิตแข็งผ่านช่วงเวลาลูกร้องไห้หนักๆ ไปได้ ทั้งสองฝ่ายก็จะได้เก็บชั่วโมงนอนสบายๆ เฮลธ์ตี้และแฮปปี้กันทั้งบ้าน1

แนวคิดฝึกลูกนอนเองแบบ Cry it out แตกออกเป็นหลายหลักปฏิบัติ เรียกได้ว่ามีทั้งแบบซอฟต์ๆ หรือสายใจแข็งที่บอกว่าสามารถปล่อยทารกร้องไห้ไปเรื่อยๆ เพราะในที่สุดเด็กก็จะปลอบโยนตัวเองจนนอนหลับได้ โดยวิธีที่ได้รับความนิยมที่สุดเห็นจะเป็นวิธีของกุมารแพทย์ริชาร์ด เฟอเบอร์ (หรือมักเรียกว่าวิธี Ferberizing) ซึ่งแนะนำให้ใช้กับเด็กในวัยที่เริ่มพร้อมจะนอนยาวแล้ว (ประมาณ 4 – 6 เดือน) โดยให้อุ้มเด็กที่กำลังงัวเงียไปนอนแล้วออกจากห้อง หากลูกร้องไห้ ให้ทิ้งช่วงเวลาสัก 1 – 2 นาทีก่อนเข้าไปปลอบลูกสักพัก (อาจลูบหัว ลูบหลัง ร้องเพลงกล่อม แต่ไม่ควรอุ้มเด็กขึ้นมา) แล้วออกมาในขณะที่ลูกยังไม่หลับ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ โดยทิ้งระยะห่างก่อนเข้าไปหาลูกให้นานขึ้น จนลูกสามารถหลับเองได้ในตอนที่ไม่มีเราอยู่ในห้อง อย่างไรก็ดี วิธีนี้เหมาะกับเด็กที่ไม่มีโรคประจำตัว2 และก่อนใช้ก็ควรมีการฝึกกิจวัตรด้านการนอนที่ชัดเจนก่อน อีกทั้งถ้าลองเท่าไหร่ลูกก็ยังไม่ให้ความร่วมมือ ให้รอสักสองสามสัปดาห์แล้วค่อยกลับมาลองใหม่ค่ะ

ฝึกลูกนอนเอง-โอ๋

อีกเรื่องสำคัญที่ควรทราบคือ คำว่า Cry it out เป็นเหมือนคำภาษาปากที่ถูกนำมาเรียกวิธีฝึกลูกนอนในแนวนี้แบบรวมๆ และแม้แต่แพทย์หรือนักจิตวิทยาต้นคิดก็ไม่ได้ใช้คำนี้ นั่นเพราะการฝึกลูกนอนเองไม่ได้มีจุดหมายที่การปล่อยให้ลูกร้องไปเรื่อยๆ หากแต่ “การร้องไห้” เป็นแค่ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในระหว่างที่ลูกกำลังฝึกหัดและปรับตัวกับการเข้านอนด้วยตัวเองต่างหาก1

อ่านต่อ
ยิ่งนอนยิ่งฉลาด! ชวนคุณแม่เสริมสร้างพัฒนาการลูกด้วยการนอน
ทำไมลูกร้องไห้? 9 เหตุผลยอดฮิตที่ลูกร้องไห้!

ปล่อยให้ลูกร้องไห้ จะไม่อันตรายแน่เหรอ?

การฝึกลูกนอนเองแบบ Cry it out เป็นประเด็นที่ทั้งพ่อแม่และแพทย์เองยังถกเถียงกันอยู่ว่าจะสร้างผลเสียที่เป็นบาดแผลกับเด็กไปตลอดชีวิตหรือไม่ เนื่องจากกังวลกันว่าการปล่อยให้ลูกร้องไห้โดยไม่เข้าไปโอ๋หรือปลอบ จะทำให้เด็กเกิดความไม่เชื่อใจในตัวพ่อแม่ รู้สึกว่าโลกไม่ปลอดภัย หรือทำให้สมองสร้างสารก่อความเครียดจนเด็กเสียสุขภาพ

ฝึกลูกนอนเอง-นอนกลางคืน

แต่มีผลศึกษาจากประเทศออสเตรเลียเมื่อปี 2016 ที่นำเด็กอายุระหว่าง 6 – 16 เดือนที่มีปัญหาในการนอนมาแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กล่าวคือ

  • กลุ่มที่หนึ่ง: ให้เด็กเข้านอนด้วยวิธี Graduated Extinction คล้ายกับของหมอเฟอเบอร์ คือปล่อยให้ลูกร้องไห้แล้วเข้าไปปลอบเป็นระยะๆ โดยช่วงเวลารอจะยาวขึ้นเรื่อยๆ
  • กลุ่มที่สอง: ให้เด็กเข้านอนด้วยวิธี Bedtime Fading ที่ให้พ่อแม่พาลูกเข้านอนดึกขึ้นในแต่ละคืน เด็กจะได้ง่วงและหลับง่ายขึ้น โดยพ่อแม่ในกลุ่มนี้สามารถเฝ้าในห้องจนลูกหลับได้3
  • กลุ่มที่สาม: พ่อแม่กลุ่มนี้จะได้รับข้อมูลเรื่องการนอนของเด็ก ส่วนวิธีการฝึกลูกนอนเองนั้นเป็นไปอย่างอิสระในแต่ละบ้าน

จากการทดลองพบว่าเด็กในกลุ่มที่หนึ่งและสองมีเวลาเข้านอนเองเฉลี่ย เร็วกว่ากลุ่มที่สาม (เร็วกว่า 15 นาที และ 12 นาที ตามลำดับ) และยังพบว่าเด็กทั้งสามกลุ่มไม่มีความแตกต่างทั้งในการตรวจวัดหาฮอร์โมนคอร์ติซอลหรือฮอร์โมนเครียดในน้ำลายเด็ก รวมทั้งจากการศึกษาใน 12 เดือนให้หลัง ก็ยังไม่พบว่าเด็กมีปัญหาด้านอารมณ์ พฤติกรรม หรือในความสัมพันธ์กับแม่แต่อย่างใด4

ฝึกลูกนอนเอง-นอนกลางวัน

จากผลการศึกษา จึงค่อนข้างเห็นได้ชัดเจนว่าวิธีฝึกลูกนอนเองแบบ Cry it out ไม่ได้มีผลเสียทั้งในด้านร่างกายหรือจิตใจต่อเด็ก แต่อย่างที่เราบอกไปแล้วว่าเทคนิคฝึกลูกนอนนั้นมีมากมาย บ้านไหนสะดวกใจแบบไหนก็เลือกได้ตามสมควร ขอเพียงไม่ลืมจุดมุ่งหมายของการเทรนเจ้าตัวเล็กว่าเพื่อให้เค้าได้พักผ่อนอย่างเพียงพอจนมีพัฒนาการที่ดีและมีสุขภาพจิตแจ่มใส ส่วนพ่อแม่เองถ้าได้นอนอิ่มๆ ก็คงจะสมองโล่ง และมีกำลังกายและพลังใจไว้ดูแลลูกยิ่งขึ้นค่ะ

อ่านต่อ
9 แอปทีเด็ดสำหรับพ่อแม่ แก้ปัญหาลูกไม่ยอมนอนตอนกลางคืน
ลูกควรนอนตอนกลางคืนนานแค่ไหน เด็ก 0-3 ขวบควรได้นอนเท่าไรบ้าง

 

อ้างอิงจาก

  1. Baby sleep training: Cry it out methods, BabyCenter, Mar 2016, https://www.babycenter.com/0_baby-sleep-training-cry-it-out-methods_1497112.bc
  2. Why the Cry It Out Method Is So Controversial, Parents, https://www.parents.com/baby/sleep/issues/why-the-cry-it-out-method-is-so-controversial/
  3. Kate Schweitzer, Think Cry-It-Out Is Cruel? Here’s What Scientists Can Now Confirm, POPSUGAR, 13 Sep 2017, https://www.popsugar.com/moms/Study-Confirms-Cry-Out-Sleep-Training-Safe-41429889
  4. Claire McCarthy, MD, New study says that it’s okay to let babies cry at night, Harvard Health Publishing, 31 May 2016, https://www.health.harvard.edu/blog/new-study-says-okay-let-babies-cry-night-201605319774
Tags

You Might also Like

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Trending