LOADING

Type to search

คุณเลี้ยงลูกเข้มงวดเกินไปหรือไม่? เพียงตอบคำถาม 7 ข้อนี้

Share
คลิกเพื่อแชร์

เพราะการเลี้ยงลูกไม่ได้มีแค่เรื่องการป้อนข้าวป้อนน้ำ แต่ยังรวมไปถึงการดูแลสั่งสอน เพราะการสั่งสอนตั้งแต่เล็กๆ จะสร้างรากฐานไปสู่พฤติกรรมของเด็กที่โตขึ้นจนกลายเป็นวัยรุ่นและผู้ใหญ่ เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นสำหรับคุณพ่อคุณแม่ให้ต้องปวดหัวมาตลอด กับคำถามมากมาย อย่างควรตีลูกไหม หรือจะดุลูกยังไงดี

วิธีการเลี้ยงลูก ดูแลอบรมสั่งสอนเด็กมักถูกแยกออกอย่างคร่าวๆ 3 แบบ ประกอบไปด้วย

  1. Permissive คือเลี้ยงดูแบบตามใจ ให้ลูกเป็นเหมือนเพื่อน
  2. Authoritarian คือการเลี้ยงดูที่เข้มงวด คาดหวังสูง
  3. Authoritative คือการเลี้ยงดูและอบรมที่เหมาะสมตามวุฒิภาวะของเด็ก โดยให้ความรัก และความอบอุ่นใกล้ชิด1

คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักสอนลูกอย่างเข้มงวด ด้วยการวางกฎให้ทำตามและมีบทลงโทษเมื่อทำผิด โดยเชื่อว่าการเลี้ยงดูแบบนี้จะทำให้ลูกเชื่อฟังและประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ทราบไหมคะ ว่าการเลี้ยงลูกแบบเข้มงวดก็ควรมีลิมิต เพราะถ้ามากเกินไปอาจสร้างผลเสียกับลูกได้อย่างร้ายแรงเลยนะคะ

คุณเป็นพ่อแม่เลี้ยงลูกเข้มงวดเกินไปหรือไม่? ทดสอบตัวเองง่ายๆ เพียงตอบคำถาม 7 ข้อนี้

คุณพ่อคุณแม่มาลองตอบคำถามเพื่อสำรวจกันนะคะว่าตัวเองเลี้ยงลูกแบบเข้มงวดเกินไปหรือไม่ และมาพิจารณาถึงผลดีและผลเสียของวิธีการเลี้ยงลูกในรูปแบบต่างๆ พร้อมนำคำแนะนำค่ะ

1. ตั้งกฎเกณฑ์ทุกเรื่องหรือเปล่า

เด็กที่โตมากับความเข้มงวดอาจเป็นเด็กที่มีระเบียบ เชื่อฟัง แต่อาจไม่เกิดผลดีในระยะยาว เพราะการทำตามกฎอยู่เสมอทำให้เด็กไม่สามารถคิดเองได้ เมื่อโตขึ้น ก็จะเลือกทำตามคนหมู่มากโดยไม่ตั้งคำถามใดๆการตั้งกฎเกณฑ์ หรือ “ขอบเขต” ที่ดีนั้นมีความสำคัญ และควรมีพื้นฐานบนความเข้าใจ (empathy) ในสถานการณ์ของเด็ก ไม่ควรเป็นการยื่นคำขาด แต่ควรเป็นกฎที่ชัดเจน ปฏิบัติได้จริง ถูกใช้อย่างสม่ำเสมอ และมีเหตุผล2 หมายความว่าพ่อแม่ต้องอธิบายได้เมื่อลูกถามสาเหตุว่าทำไมจึงถูกบังคับให้ให้ทำสิ่งนั้น

2. อะไรๆ ก็ห้ามไปซะทุกอย่างใช่ไหม

เด็กจะเกร็งเมื่อถูกพ่อแม่จับตาดูฝีก้าว พ่อแม่ควรให้ลูกได้มีโอกาสและทางเลือกบ้าง และหากเห็นว่าอะไรไม่น่าไว้ใจ ก็อย่าเพิ่งห้าม แต่ใช้การคอยดูแลอย่างใกล้ชิดจะดีกว่า เช่น แทนที่จะห้ามลูกเล่นอินเทอร์เน็ต โดยสิ้นเชิง ก็อาจเปลี่ยนเป็นคอยจับตาดูไม่ให้ลูกเล่นนานเกินไป หรือห้ามเข้าเว็บไซต์แปลกๆ

4. บ่อยแค่ไหนที่เคยขู่ลงโทษเกินความจริง

พ่อแม่ไม่ควรพูดด้วยอารมณ์ ดุด่าว่ากล่าวลูกด้วยคำพูดหยาบคาย หรือพูดในเชิงดูถูกเพื่อกระตุ้นให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และไม่ควรขู่หรือกำหนดบทลงโทษที่ทำจริงไม่ได้ เช่น ขู่ว่าจะทิ้งของเล่นให้หมด หรือจะไล่ลูกออกจากบ้าน เพราะถ้าเด็กท้าทายว่าให้ทำเลย คุณจะไม่สามารถทำได้จริง ทำให้คำตักเตือนของคุณไร้ความหมายในทันที

5. เคยให้อิสระลูกบ้างไหม

แม้พ่อแม่จะบังคับลูกด้วยพื้นฐานของความห่วงใย แต่เด็กจะต้องโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า จึงไม่ควรปิดกั้นอิสระในบางเรื่องจนเกินไป

บทบาทของคุณคือการตั้งกฎเรื่องการศึกษาเล่าเรียน วิธีที่เด็กปฏิบัติตนกับคนอื่น หรือตั้งข้อบังคับเพื่อสุขภาพและความปลอดภัย แต่ไม่ควรก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวและรสนิยมของลูก เช่น บังคับให้ลูกเลิกเล่นฟุตบอล หรือห้ามไม่ให้ฟังเพลงร็อก

6. รักลูกอย่างมีเงื่อนไขหรือเปล่า2

เมื่อพ่อแม่เข้มงวดเกินไป อาจละเลยการแสดงความรักต่อลูก ทำให้ลูกรู้สึกขาดความอบอุ่นและหวาดกลัวเมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรคคนเดียว

พ่อแม่ควรแสดงให้ลูกรู้สึกมั่นใจว่าจะอยู่ข้างๆ เพื่อคอยแนะนำและช่วยเหลือให้ลูกรับมือกับสิ่งต่างๆ อยู่เสมอ อย่าพูดหรือแสดงให้ลูกเห็นว่าคุณจะรักก็ต่อเมื่อลูกทำหรือไม่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ควรใช้การกระทำเชิงบวก (Positive Reinforcement) ที่จะช่วยส่งเสริมให้ลูกเชื่อฟังและรู้สึกว่าสามารถทำผิดพลาดได้

7. เคยรับฟังลูกบ้างไหม

การเลี้ยงลูกอย่างเข้มงวดอาจทำให้ลูกรู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่อยากแสดงความเป็นตัวเอง หรือเล่าเรื่องอะไรให้พ่อแม่ฟัง3 พ่อแม่จึงควรสร้างความสัมพันธ์แบบ “ประชาธิปไตย” โดยเปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงความคิดเห็น แม้สิ่งนั้นจะขัดต่อความคิดของคุณ แล้วจึงรับฟัง และตอบสนอง หรือช่วยแนะนำวิธีที่จะชลวยให้ลูกแก้ไขในสิ่งที่ทำไม่ถูกต้อง

8. สังเกตเห็นอุปนิสัยด้านอื่นๆ ของลูกหรือไม่

เด็กที่ถูกพ่อแม่ควบคุมและตัดสินใจให้ตลอดเวลา จะโตขึ้นมาเป็นคนที่ไม่มั่นใจ และไม่มีความสามารถในการสร้างวินัยให้ตัวเอง4 เมื่อเจอความขัดแย้งหรือความยากลำบากในชีวิต เด็กอาจรับมือไม่ได้และมีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้า3 พ่อแม่จึงควรหมั่นสังเกตลูกอย่างรอบด้าน ไม่ใช่สนใจแต่สิ่งที่อยากให้ลูกเป็น เช่น สนใจแต่เรื่องเรียนของลูกโดยไม่สังเกตว่าลูกอาจมีปัญหากับเพื่อนหรือไม่

ไม่มีคู่มือเลี้ยงลูกเล่มไหนที่จะเข้าเด็กใจเท่ากับพ่อแม่ที่รักและเป็นห่วงลูกที่สุดหรอกนะคะ จริงไหม? วิธีการเลี้ยงลูกเป็นเรื่องส่วนบุคคลและมีความละเอียดอ่อน เทคนิคต่างๆ ก็ควรได้รับการปรับเปลี่ยนตามลักษณะนิสัยและการตอบรับของลูกด้วย แล้วอย่าลืมว่า ไม่ว่าคุณจะตั้งกฎ ลงโทษ หรือชมเชยลูก ก็ควรทำบนพื้นฐานแห่งความรัก เพราะเมื่อเด็กสัมผัสได้ ก็จะเข้าใจ รับฟัง และนำไปสู่การพัฒนาตนเองเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในวันหน้าค่ะ

อ้างอิงจาก

  1. ศิริกุล อิศรานุรักษ์ และ ปราณี สุทธิสุคนธ์, การอบรมเลี้ยงดูเด็ก, Mahidol University’s Institutional Repository, http://repository.li.mahidol.ac.th/dspace/bitstream/123456789/1591/3/ad-ar-sirikul-pdf
  2. Denise Mann, 16 Signs You’re Too Strict With Your Kids, WebMD, https://www.webmd.com/parenting/features/16-signs-youre-too-strict-with-kids#1
  3. Yrah Rayos del Sol, The pros and cons of strict parenting, HS Insider Los Angeles Times, 16 Dec 2016, http://highschool.latimes.com/los-angeles-high-school-of-the-arts/the-pros-and-cons-of-strict-parenting/
  4. What’s Wrong with Strict Parenting?, Aha! Parenting, http://www.ahaparenting.com/parenting-tools/positive-discipline/strict-parenting
Tags:

You Might also Like

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Trending