LOADING

Type to search

หนูไม่ได้ขี้เกียจ! ผลวิจัยยัน การผัดวันประกันพรุ่งช่วยเสริมความคิดสร้างสรรค์

Share
คลิกเพื่อแชร์

เราต่างถูกสั่งสอนมาว่า “การผัดวันประกันพรุ่งเป็นสิ่งไม่ดี” และนำความคิดนี้มาสอนต่อให้รุ่นลูก เมื่อมองกว้างๆ คนผัดวันประกันพรุ่งมักถูกตีตราว่าขี้เกียจ ไม่รับผิดชอบ และบริหารเวลาไม่เป็น แต่คุณพ่อคุณแม่ทราบไหมคะว่าการผัดวันประกันพรุ่งแบบกำลังดี เป็นหนึ่งในตัวบ่งชี้ความคิดสร้างสรรค์ของเราได้เลยนะ

Adam Grant นักจิตวิทยาและศาสตราจารย์จากวอร์ตัน มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียได้ทำการทดลองด้วยการให้คนสามกลุ่มคิดไอเดียทางธุรกิจขึ้นมา โดยคนกลุ่มแรกจะต้องส่งงานในทันที ส่วนคนกลุ่มที่สองและสามได้รับเวลาเล่นเกม Minesweeper ซึ่งเป็นเกมระเบิดในคอมพิวเตอร์ ก่อนทำงานจริง 5 และ 10 นาทีตามลำดับ

หลังจากนั้น ได้มีการประเมินไอเดียของคนทั้งสามกลุ่มนี้ โดยพบว่าคนในกลุ่มที่สอง (เล่นเกมก่อนทำงาน 5 นาที) มีไอเดียที่สร้างสรรค์กว่าถึง 16%

Adam Grant อธิบายเหตุผลว่า ความคิดสร้างสรรค์ของคนกลุ่มที่สอง หรือที่เขาเรียกว่า Moderate Procrastinator (“คนผัดวันประกันพรุ่งแบบพอดี”) เกิดจากการที่คนกลุ่มนี้รู้ว่ามีงานที่จะต้องทำ แต่เลือกที่จะไปทำอย่างอื่นก่อน ซึ่งในระหว่างนั้น ความคิดต่างๆ ก็จะค่อยๆ ก่อตัวขึ้น ผ่านการพัฒนาและตกผลึกจนเป็นความคิดที่แปลกใหม่และสร้างสรรค์1 มากกว่าคนกลุ่มแรกที่ลงมือทำงานในทันที ทำให้มีเวลาคิดวิเคราะห์น้อยกว่า และคนกลุ่มที่สามที่รอจนถึงนาทีสุดท้าย ทำให้เครียดและทำงานออกมาลวกๆ นั่นเอง

แล้วผัดวันประกันพรุ่งเท่าไรถึงจะเรียกว่าพอดี

การผัดวันประกันพรุ่งเป็นนิสัยที่เจอทั้งในผู้ใหญ่และเด็กเลยนะคะ คุณพ่ออาจผัดวันไม่ยอมซักผ้า คุณแม่อาจจะผัดวันไม่ยอมทำบัญชี หรือลูกๆ อาจผัดวันไม่ยอมทำการบ้านส่งจนถึงนาทีสุดท้าย แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าผัดวันประกันพรุ่งแค่ไหน ถึงเรียกว่ากำลังพอดี?

การผัดวันประกันพรุ่งที่เหมาะสม คือการรู้ตัวว่าเรากำลังผัดวันประกันพรุ่งอยู่นั่นเอง! กล่าวคือการที่เรารู้ว่ามีอะไรที่ต้องทำบ้างและรู้ว่าแต่ละงานต้องส่งเมื่อไหร่2

ช่วงก่อนที่จะลงมือทำงาน ถึงเราจะนอนเอกเขนกอ่านหนังสือ เล่นเกม หรือดู YouTube สมองก็จะตระหนักรู้เสมอว่าเรากำลังพักผ่อนก่อนทำงาน ในระหว่างนี้ ไอเดียก็จะเริ่มก่อตัว อาจเกิดความคิดใหม่ๆ และนึกวิธีแก้ปัญหาเวิร์คๆ ขึ้นมาได้ 2 พอเมื่อเริ่มทำงานจริงแล้ว เราจะอยู่ในภาวะที่พร้อม (มีความคิดอยู่ในหัวแล้ว) และแฮปปี้ (เพราะได้พักมาแล้ว)

แม้จะมีผลการวิจัยออกมารองรับว่าการผัดวันประกันพรุ่งก็มีผลดีเช่นกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณพ่อคุณแม่ควรปล่อยให้ลูกทำแบบนี้จนติดเป็นนิสัย เพราะเด็กยังไม่มีประสบการณ์และความเข้าใจเพียงพอในการจัดการเวลา หากเราละเลยตั้งแต่เล็กๆ ลูกอาจโตขึ้นไปเป็นคนขาดวินัยโดยสิ้นเชิงก็ได้ เราจึงรวมวิธีสำคัญๆ ที่จะช่วยให้พ่อแม่ปลูกฝังความรับผิดชอบให้ลูกไม่เป็นคนทำงานแบบนาทีสุดท้าย ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้เขาใช้เวลาบ่มเพาะความคิดและกล้าแสดงความสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ค่ะ

1. เข้าใจว่าการผัดวันประกันพรุ่งไม่ใช่ความขี้เกียจ

ลูกอาจมีเหตุผลอื่นที่ทำให้ยังไม่ทำงานที่ได้รับมอบหมายเสียที อาทิ ไม่มีแรงจูงใจ ไม่เข้าใจสิ่งที่ได้รับมอบหมาย ไม่มีสมาธิ เหนื่อยอ่อน3 หรือกังวลว่าหากทำแล้วผลออกมาไม่ดี จะหมายความว่าตัวเองไม่ได้เก่งอย่างที่คิดไว้4

2. แต่ละคนตอบรับกับแรงกระตุ้นต่างกัน

เด็กที่ชอบทำงานล่วงหน้าหรือทำทันทีที่ได้รับมอบหมายมักรู้สึกถึงแรงกระตุ้นได้มากกว่าและจะวิตกกังวลในช่วงเวลาที่ไม่ได้ทำงาน หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือทำใจให้สงบหรือผ่อนคลายไม่ได้ถ้าไม่ทำงานให้เสร็จ4

ในทางกลับกัน เด็กบางกลุ่มอาจชอบผัดวันเรื่อยๆ และไปทำงานจนนาทีสุดท้าย เพราะรู้สึกว่าแรงกระตุ้นสูงสุดก่อนถึงเดดไลน์ทำให้ตัวเองทำงานได้ดีกว่า

พ่อแม่ควรสังเกตลูกว่าเป็นคนแบบไหน และพยายามหาจุดกึ่งกลางที่กำลังดี เพราะการทำงานล่วงหน้ามากไป หรือทำงานนาทีสุดท้ายจนเกินไปต่างมีข้อดีและข้อเสียด้วยกันทั้งสิ้น

วิธีจัดการงานข้อดีข้อเสีย
ทำงานเสร็จล่วงหน้าทันที- ทำงานเสร็จเร็ว มีเวลาตรวจทาน
- ไม่ต้องเครียดหรือกังวลในนาทีสุดท้าย
- รีบเคลียร์งานจนเกินไป ทำให้ไม่มีเวลาคิดหรือปล่อยให้ไอเดียตกตะกอน2
- ไม่มีความสุขกับเวลาที่ควรจะพัก เช่น หากบอกให้พักดูทีวีก่อนทำการบ้าน เด็กอาจกังวลอยู่ตลอดเวลาว่ามีการบ้านรออยู่ ทำให้ไม่มีความสุขกับกิจกรรมบันเทิงอื่นๆ5
- เครียดและเหนื่อยเกินไป อาจส่งผลทำให้เกิดการภาวะหมดไฟ (Burnout) ก่อนวัยอันควร4
ทำงานเสร็จนาทีสุดท้าย- มีความสุขกับกิจกรรมบันเทิงได้โดยไม่ต้องคิดถึงเรื่องงาน
- หากคิดเรื่องงานก่อนลงมือทำ ก็จะมีเวลาสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ มากกว่า
- รีบทำงานลวกๆ พอให้ส่งทันเดดไลน์ ไม่มีเวลาตรวจทาน ทำให้เสี่ยงต่อความผิดพลาด
- ติดเป็นนิสัยไปจนโต อาจทำให้ดูเป็นคนไม่รับผิดชอบ

3. สอนจัดลำดับความสำคัญ

ช่วยปลูกฝังให้ลูกรู้จักลำดับความสำคัญของหน้าที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการบ้านและโปรเจ็คที่โรงเรียน หรืองานบ้านที่พ่อแม่สั่งให้ทำ เช่น ถึงแม้งานที่จะต้องส่งพรุ่งนี้ยากกว่าวันมะรืนนี้ แต่ยังไงลูกก็ควรทำงานที่ต้องรีบส่งก่อน, หรือควรพับผ้าที่จะใช้เวลาแค่ 10 นาที ก่อนที่จะไปจัดห้องซึ่งใช้เวลาครึ่งวัน

4. แตกงานใหญ่ออกมาเป็นงานเล็กๆ

การไม่ลงมือทำอาจมีผลมาจากความรู้สึกว่างานชิ้นนี้ใหญ่เหลือเกิน ดังนั้นพ่อแม่อาจต้องช่วยสอนให้ลูกรู้จักแตกสิ่งที่ต้องทำออกมา เพื่อทำให้รู้สึกว่างานนี้เป็นสิ่งที่สามารถทำได้จริง3 เช่น การทำโครงงาน อาจถูกแตกย่อยมาเป็น: อ่านบทความเรื่องที่จะทำ -> ร่างเอาท์ไลน์ -> ซื้ออุปกรณ์พรีเซนต์ ฯลฯ

เมื่อทำงานเล็กๆ เสร็จ ลูกจะรู้สึกดีและมั่นใจในตัวเอง ตอนนี้พ่อแม่อาจให้รางวัลด้วยการการพาไปกินไอศกรีมหรือให้ดูการ์ตูนสักตอน ก่อนที่จะกลับไปทำงานต่อก็ได้

5. จดและจด

  1. เคลียร์พื้นที่สมองด้วยการจดบนกระดานของบ้าน เขียนลงสมุดแพลนเนอร์ หรือโน๊ตในแอปต่างๆ เพื่อจะได้มีเนื้อที่ว่างสำหรับไอเดียดีๆ แทนการคอยจดจ่อความคิดกับสิ่งที่ต้องทำ2นอกจากนี้ การจดออกมาจะทำให้เห็นภาพว่าแต่ละงานมีเดดไลน์เมื่อไร ทำให้สามารถแพลนได้ง่ายๆ ว่าเหลือเวลาจัดการงานแค่ไหน และจะ “เล่น” ได้อีกนานเท่าไรนั่นเอง

6. จัดพื้นที่สำหรับทำงาน

  1. ควรจัดห้องให้สะอาดและจัดพื้นที่สำหรับทำงานโดยเฉพาะ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการลงมือทำงาน ทำให้ไม่เสียสมาธิ3 เช่น ระหว่างกำลังจะทำการบ้าน ก็ หันไปเก็บของที่เกะกะ แล้วเดินไปหยิบน้ำ (แล้วกินขนมต่อ แล้วแวะดูทีวีต่อ…) เป็นต้น

การผัดวันประกันพรุ่งอย่างพอดี จะช่วยให้เด็กๆ และตัวคุณพ่อคุณแม่เองได้พบกับจุดกึ่งกลางที่ทำให้ชีวิตสมดุล คือทำงานเสร็จได้อย่างทันเวลาและมีคุณภาพ ในขณะเดียวกันก็สามารถเอ็นจอยช่วงเวลาที่สมควรพักผ่อน… เรียกได้ว่างานก็เต็มไปด้วยความครีเอทีฟ คนก็เต็มไปด้วยความสุขเลยล่ะค่ะ

อ้างอิงจาก

  1. Chris Weller, A Wharton professor says there’s a right way to procrastinate, and it will make you more creative, Business Insider, 5 Apr 2016,
  2. Laura Clydesdale, Your Child is a Procrastinator. Why That Can Be a Good Thing…for Creativity., 8 Jan 2017, http://www.lauraclydesdale.com/blog-native/why-teen-procrastination-can-be-good-for-creativity-adam-grant-david-allen-strategies
  3. Why Do Students Procrastinate? , Oxford Learning, 27 Sep 2017, https://www.oxfordlearning.com/why-do-kids-procrastinate/
  4. Shawn Meghan Burn, Ph.D., Can Procrastination Be Healthy?, Psychology Today, 9 Oct 2014, https://www.psychologytoday.com/us/blog/presence-mind/201410/can-procrastination-be-healthy
  5. Amy Finnerty, Is Procrastination Actually Good For You?, Oprah, http://www.oprah.com/spirit/the-benefits-of-procrastination

ขอขอบคุณภาพจาก วิดีโอ The surprising habits of original thinkers โดย Adam Grant ในรายการ TEDTalks

Tags:

You Might also Like

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Trending