LOADING

Type to search

ท้องแล้วต้องเช็คอะไรบ้าง? ทุกการตรวจระหว่างตั้งครรภ์ รวมไว้ที่นี่!

Share
คลิกเพื่อแชร์
 

ลูกน้อยของเราจะสุขภาพแข็งแรงดีไหมนะ? เราขาดสารอาหารอะไรไหม? เบาหวานขณะตั้งครรภ์จะถามหาหรือไม่? แล้วเราจะได้ลูกสาวหรือลูกชายนะ? การตรวจครรภ์อาจช่วยไขข้อสงสัยได้!

การตั้งครรภ์มักมาพร้อมกับคำถามมากมาย โดยเฉพาะในคุณแม่มือใหม่ที่ต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย รวมทั้งความกังวลมากมายหลายเรื่อง บางคนรอไปพบแพทย์แทบไม่ไหว ในขณะที่บ้างคนก็ขยาดเรื่องไปโรงพยาบาลอย่างที่สุด…

เพื่อช่วยเสริมความมั่นใจให้คุณแม่ วันนี้ My Honey Bun เลยขอรวบรวมการตรวจระหว่างตั้งครรภ์พร้อมระบุช่วงอายุครรภ์ไว้ให้เหล่าคุณแม่ได้เช็ค อ้อ! อย่าลืมนะคะว่านี่เป็นข้อมูลคร่าวๆ และการตรวจบางอย่างก็จะทำแค่ในบางกรณีเท่านั้น เช่น เมื่อคุณแม่มีอายุมาก หรือมีภาวะเสี่ยงนั้นๆ

การตรวจระหว่างตั้งครรภ์มีอะไรบ้าง?

  1. ตรวจเลือด
  2. ตรวจเมื่ออายุครรภ์ประมาณ: 7 สัปดาห์
    จุดประสงค์: หาหมู่เลือด ความสมบูรณ์ของเกล็ดเลือด หรือทดสอบหาการติดเชื้อโรคเอดส์ และโรคอื่นๆ อย่างโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โลหิตจาง หัดเยอรมัน วัณโรค เบาหวาน ไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซี เป็นต้น

    ตรวจระหว่างตั้งครรภ์-ตรวจเลือด
  3. ตรวจแปปสเมียร์ (Pap Smear)
  4. ตรวจเมื่ออายุครรภ์ประมาณ: 7 สัปดาห์
    จุดประสงค์: หาความเสี่ยงของโรคมะเร็งปากมดลูก หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ที่อาจทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด หรือเกิดภาวะทารกตายในครรภ์ โดยการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ป้ายเอาตัวอย่างเซลล์บริเวณปลายปากมดลูกไปส่องกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งเป็นขั้นตอนการตรวจที่ง่าย รวดเร็ว และไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดใดๆ ทราบผลได้ภายใน 1 – 2 สัปดาห์

    ตรวจระหว่างตั้งครรภ์-แปปสเมียร์
  5. ตรวจปัสสาวะ
  6. ตรวจเมื่ออายุครรภ์ประมาณ: อาจเริ่มตรวจในช่วงอายุครรภ์ 7 สัปดาห์ หรือตรวจทุกครั้งที่พบแพทย์แตกต่างกันไปตามแต่บุคคล
    จุดประสงค์: สังเกตระดับน้ำตาลในเลือด โปรตีนส่วนเกิน กรดคีโตน หรือหาเชื้อแบคทีเรียต่างๆ ที่อาจส่งผลให้คุณแม่ประสบกับปัญหาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้1

    ตรวจระหว่างตั้งครรภ์-ตรวจปัสสาวะ
  7. ตรวจเลือดหาพาหะทางพันธุกรรม
  8. ตรวจเมื่ออายุครรภ์ประมาณ: 10 สัปดาห์ 
    จุดประสงค์: ทั้งคุณพ่อและคุณแม่จะต้องเข้ารับการตรวจคัดกรองนี้เพื่อหาโรคทางพันธุกรรมที่อาจถ่ายทอดไปสู่ทารกได้ อาทิ โรคซิสติก ไฟโบรซิส (Cystic Fibrosis), โรคเทย์แซกส์ (Tay-Sachs Disease), และโรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle Cell Disease) เป็นต้น

    ตรวจระหว่างตั้งครรภ์-หาพาหะพันธุกรรม
  9. ตรวจชิ้นเนื้อรก Chronic Villus Sampling (CVS)
  10. ตรวจเมื่ออายุครรภ์ประมาณ: 15 – 20 สัปดาห์
    จุดประสงค์: เป็นการตรวจดูว่าลูกน้อยของคุณมีความผิดปกติของโครโมโซมอย่างกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม หรือความผิดปกติทางพันธุกรรมอื่นๆ อีกหลายร้อยชนิดหรือไม่

    ในการตรวจ CVS นี้ แพทย์จะนำเอาตัวอย่างเนื้อเยื่อจากรกไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ โดยสามารถทำได้ 2 วิธี คือตรวจทางปากมดลูก โดยแพทย์จะค่อยๆ ใส่สายสวนผ่านปากมดลูกเพื่อดูดตัวอย่างจากรกออกมา ส่วนอีกวิธีคือการตรวจทางช่องท้อง ที่แพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่ในบริเวณนั้น ก่อนจะเจาะเข็มผ่านผิวหนัง กล้ามเนื้อ และผนังมดลูกเพื่อดึงตัวอย่างออกมา

    การตรวจชิ้นเนื้อรกมาพร้อมความเสี่ยงต่อการแท้งเล็กน้อย จึงต้องปรึกษาแพทย์เป็นกรณีพิเศษ โดยการตรวจมักใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง และทราบผลภายใน 7 – 10 วัน2

    ตรวจระหว่างตั้งครรภ์-ตรวจชิ้นเนื้อรก
  11. ตรวจน้ำคร่ำ (Amniocentesis)
  12. ตรวจเมื่ออายุครรภ์ประมาณ: 15 – 20 สัปดาห์
    จุดประสงค์: เพื่อตรวจสอบความผิดปกติทางพันธุกรรม และความผิดปกติของท่อระบบประสาทอย่างภาวะหลอดประสาทไม่ปิดของทารกในครรภ์ โดยแพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่ในบริเวณนั้น ก่อนจะเจาะเข็มผ่านผิวหนังให้ถึงถุงน้ำคร่ำแล้วดูดเอาตัวอย่างน้ำคร่ำออกมา

    การเจาะน้ำคร่ำจะใช้เวลาประมาณ 25 นาที3 มีความแม่นยำสูงถึง 99% และคาดว่าจะทราบผลภายใน 10 – 14 วัน แต่อาจเสี่ยงต่อครรภ์ และเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้ จึงต้องปรึกษาแพทย์เป็นกรณีพิเศษเช่นกัน

    ตรวจระหว่างตั้งครรภ์-ตรวจน้ำคร่ำ
  13. อัลตราซาวน์
  14. ตรวจเมื่ออายุครรภ์ประมาณ: 16 – 22 สัปดาห์
    จุดประสงค์: ตรวจดูขนาดหัวใจ อัตราการเต้นของหัวใจ และเพศของทารก รวมถึงประเมินตำแหน่งของรก ปริมาณน้ำคร่ำ และความผิดปกติทางกายภาพอื่นๆ โดยยิ่งอายุครรภ์มาก ก็จะอัลตราซาวน์ให้เห็นได้ละเอียดมากขึ้น

    แพทย์จะเริ่มขั้นตอนการทำอัลตราซาวน์โดยการทาเจลเย็นให้ทั่วบริเวณหน้าท้อง ก่อนจะใช้เครื่องมือ Transducer ที่ขนาดเท่ากับสบู่ก้อน วางลงบนผิวหน้าท้องและเลื่อนไปมา เพื่อใช้คลื่นเสียงสร้างภาพของอวัยวะและโครงสร้างภายในร่างกาย ที่จะแสดงผลให้เห็นไปพร้อมๆ กัน ใช้เวลาเพียง 15 – 20 นาที หรือนานถึง 30 – 90 นาที แล้วแต่จุดประสงค์การตรวจของแพทย์ค่ะ

    ตรวจระหว่างตั้งครรภ์-อัลตราซาวน์
  15. ตรวจเบาหวาน (Gestational Diabetes)
  16. ตรวจเมื่ออายุครรภ์ประมาณ: 24 – 28 สัปดาห์
    จุดประสงค์: เพื่อตรวจว่าคุณแม่นั้นเสี่ยงเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์หรือไม่ เพราะ 2 – 3% ของคนท้องจะประสบกับภาวะดังกล่าว โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเกิน 30 ปี เป็นโรคอ้วน มีประวัติโรคเบาหวานในครอบครัว หรือเคยเกิดภาวะนี้ในการตั้งครรภ์ครั้งก่อน

    ตรวจระหว่างตั้งครรภ์-ตรวจเบาหวาน
  17. ตรวจการติดเชื้อสเตรปโตคอกคัส (Group B Strep Test)
  18. ตรวจเมื่ออายุครรภ์ประมาณ: 35 – 37 สัปดาห์
    จุดประสงค์: ตรวจหาเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด เพื่อให้คุณแม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องหากตรวจพบ เพราะ 25% ของผู้หญิงตั้งครรภ์จะมีเชื้อดังกล่าว4 ซึ่งเชื้อสามารถแพร่เข้าสู่กระแสเลือดระหว่างคลอด จนทำให้เกิดอันตรายกับลูกน้อยได้

    วิธีตรวจการติดเชื้อสเตรปโตคอกคัสจะใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ป้ายเอาตัวอย่างเซลล์บริเวณช่องคลอดและทวารหนัก ส่งไปยังห้องปฏิบัติการ ซึ่งจะไม่ทำให้คุณแม่รู้สึกเจ็บหรือปวดใดๆ และทราบผลได้ภายใน 2 – 3 วัน

    ตรวจระหว่างตั้งครรภ์-9. ตรวจการติดเชื้อสเตรปโตคอกคัส

การตรวจและการทดสอบต่างๆ ในแต่ละช่วงอายุครรภ์อาจแตกต่างกันไปตามบุคคล คุณแม่จึงควรปรึกษาแพทย์อย่างละเอียด และไปตามที่แพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอนะคะ

อ้างอิงจาก

  1. Prenatal Test Checklist By Week Of Pregnancy, PreTRM, http://www.pretrm.com/list-of-prenatal-tests-by-week/
  2. Celia Shatzman, Your Complete Guide to Prenatal Testing, The Bump, Nov 2017, https://www.thebump.com/a/prenatal-tests-checklist
  3. การตรวจชนิดต่างๆ ระหว่างตั้งครรภ์, Dumex, https://www.dumex.co.th/articles/Pages/Pregnancy/Preg_Labor_Delivery/tests_during_pregnancy.aspx
  4. Group B streptococcus screening, BabyCenter, Jan 2017, https://www.babycenter.com/0_group-b-streptococcus-screening_1647.bc
Tags

You Might also Like

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Trending