LOADING

Type to search

ท้องแล้วโดนไล่ออก? สิทธิในที่ทำงานที่คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องรู้

Share
คลิกเพื่อแชร์
 

ปัจจุบันคนท้องยังต้องเจอกับปัญหามากมายในที่ทำงาน โดยเฉพาะปัญหาไล่ออกคนท้องจากงาน ทันทีที่นายจ้างทราบว่ากำลังตั้งครรภ์ แต่ทราบไหมคะว่าตามกฎหมายแรงงานแล้ว บริษัทหรือนายจ้างไม่สามารถไล่คนออกด้วยเหตุผลว่า “ตั้งครรภ์” ได้นะคะ

กระทรวงแรงงานยังมีข้อกำหนดอีกหลายข้อที่จะช่วยคุ้มครองหญิงตั้งครรภ์ระหว่างทำงาน วันนี้เราจึงได้รวบรวมกฎเกณฑ์ที่น่าสนใจ1 เพื่อเป็นข้อมูลให้คุณแม่รู้เท่าทันและทราบสิทธิ์ของตัวเองไว้ค่ะ

1. ห้ามนายจ้างไล่ออกเพราะท้อง

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 42 ระบุว่า “ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงเพราะเหตุมีครรภ์” หมายความว่า บริษัทไม่สามารถไล่คุณออกด้วยเหตุผลว่า “ท้อง” ได้

  • อย่างไรก็ตาม บางบริษัทอาจหันไปใช้เหตุผลอื่น เช่น เปลี่ยนโครงสร้างองค์กร ยุบแผนก ฯลฯ ซึ่งในกรณีนี้ ลูกจ้างจะต้องได้รับค่าชดเชยในกรณีเลิกจ้างโดยลูกจ้างไม่มีความผิด ดังนี้
ระยะเวลาที่ทำงานในบริษัทค่าชดเชยที่จะได้รับ
3 เดือน – 1 ปีเงินเดือนสุดท้าย 1 เดือน
1 - 3 ปีเงินเดือนสุดท้าย 3 เดือน
3 - 6 ปีเงินเดือนสุดท้าย 6 เดือน
6 - 10 ปีเงินเดือนสุดท้าย 8 เดือน
10 ปีขึ้นไปเงินเดือนสุดท้าย 10 เดือน

ในกรณีโดนไล่ออกจากงาน จะมีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือผู้ว่างงานจากประกันสังคมเพิ่มเติม เป็นเวลา 6 เดือน ซึ่งแต่ละเดือนจะได้เงิน 50% ของเงินเดือน โดยคิดจากฐานเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท (แต่หากลาออกเอง จะได้รับเงิน 30% ของเงินเดือน เป็นเวลา 3 เดือน)2

แต่! ลูกจ้างจะไม่มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยในกรณีนี้

  • ลูกจ้างลาออกเอง
  • ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกัน (ไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตาม) โดยไม่มีเหตุอันสมควร
  • ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง
  • จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
  • ประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
  • ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว (เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง ไม่จำเป็นต้องตักเตือน)
  • ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก

จากข้อมูลด้านบน จึงมี 2 เรื่องที่ต้องระวังเป็นพิเศษ คือการขาดงานโดยไม่แจ้งลาติดต่อกัน 3 วัน และการที่บริษัทบังคับให้เซ็นใบลาออก เนื่องจากจะทำให้คุณแม่ไม่ได้รับเงินชดเชยตามกฎหมาย รวมถึงยังได้เงินช่วยเหลือจากประกันสังคมน้อยลงอีกด้วย

2. ห้ามทำงานกลางคืน ห้ามทำงานอันตราย

มาตรา 39 ห้ามนายจ้างให้หญิงตั้งครรภ์ปฏิบัติงานดังนี้

  • งานเกี่ยวกับเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ที่มีความสั่นสะเทือน
  • งานขับเคลื่อนหรือติดไปกับยานพาหนะ
  • งานยก แบก หาม หาบ ทูน ลาก หรือเข็นของหนักเกิน 15 กิโลกรัม
  • งานที่ทําในเรือ
  • งานอื่นตามที่กําหนดในกฎกระทรวง เช่น งานเหมืองแร่

นอกจากนี้ ยังห้ามไม่ให้คนท้องทำงานระหว่าง 22.00 น. – 6.00 น. และห้ามทํางานล่วงเวลา หรือทํางานในวันหยุด (ยกเว้นงานในตําแหน่งผู้บริหาร งานวิชาการ งานธุรการ หรืองานเกี่ยวกับการเงิน-บัญชี ที่สามารถทำล่วงเวลาในวันทำงานได้ ในกรณีที่ลูกจ้างยินยอม และไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ)

3. คนท้องขอเปลี่ยนหน้าที่ได้

ลูกจ้างสามารถขอให้นายจ้างเปลี่ยนงานที่เหมาะสม เป็นการชั่วคราวในช่วงก่อนหรือหลังคลอดได้ หากมีใบรับรองของแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่ง มาแสดงว่าทำหน้าที่เดิมต่อไปไม่ได้

พ.ร.บ.มาตรา 42 นี้ช่วยหญิงตั้งครรภ์ได้มาก โดยเฉพาะเมื่องานของว่าที่คุณแม่อาจส่งผลกระทบต่อครรภ์ เช่น ต้องยืนทั้งวัน ออกไซต์งาน หรือสัมผัสสารเคมีซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อลูกในท้อง แต่อย่าลืมนะคะว่าจะต้องขอใบรับรองแพทย์เพื่อยืนยันกับบริษัทด้วย

4. ลาคลอดตามกฎหมาย แถมได้ค่าจ้างระหว่างลา

พ.ร.บ.มาตรา 41 ให้หญิงตั้งครรภ์มีสิทธิ์ ลาคลอดก่อนและหลังคลอด ครรภ์หนึ่งไม่เกิน 90 วัน (นับรวมวันหยุดระหว่างวันลาด้วย)

ระหว่างลาคลอด บริษัทจะต้องจ่ายค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงาน ไม่เกิน 45 วัน (และคุณแม่ยังสามารถขอเบิกเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรกับทางประกันสังคมได้ ซึ่งจะได้รับเงินสงเคราะห์ 50% จากฐานเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาทค่ะ)3

ข้อแนะนำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

  1. ตรวจสอบนโยบายเรื่องการตั้งครรภ์ของบริษัทที่ทำงานอยู่ โดยหากอยู่ในช่วงเปลี่ยนงาน อาจสอบถามรายละเอียดล่วงหน้าตั้งแต่ตอนสัมภาษณ์งานเพื่อช่วยตัดสินใจก็ได้
  2. เมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ ให้นำใบรับรองแพทย์ไปแจ้งหัวหน้างาน และปรึกษาเรื่องต่างๆ ล่วงหน้า เช่น การลางาน การถ่ายโอนงานเมื่อลาคลอด หรือการทำงานจากที่บ้านหากบริษัทมีทางเลือกนี้
  3. เมื่อต้องลาไปพบแพทย์ ป่วยเพราะแพ้ท้อง หรือลาคลอด ควรแจ้งหัวหน้างานล่วงหน้าหรือส่งใบรับรองแพทย์ตามหลัง
  4. ไม่หยุดงานโดยไม่แจ้งติดต่อกัน 3 วัน ซึ่งจะเข้าข่ายละทิ้งหน้าที่ รวมถึงไม่ยินยอมเซ็นลาออกเอง เพราะอาจโดนไล่ออกจากงานโดยไม่ได้รับค่าชดเชยใดๆ
  5. หากรู้สึกว่ากำลังถูกบีบให้ลาออกหรือถูกปฏิบัติด้วยวิธีที่ไม่ยุติธรรม เช่น เปลี่ยนตำแหน่งงานที่ไม่เหมาะสม ถูกลดเงินเดือน สามารถปรึกษาสายด่วนคุ้มครองแรงงาน ที่เบอร์ 1546
  6. ลูกจ้างสามารถฟ้องคดีต่อศาลแรงงานได้ หากเห็นว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โดยนายจ้างที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

อ้างอิงจาก

  1. พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541, กระทรวงแรงงาน, http://www.mol.go.th/sites/default/files/laws/th/labour_protection_2541_new_0.pdf
  2. สิทธิประโยชน์กองทุนประกันสังคม กรณีว่างงาน, สำนักงานประกันสังคม, 6 ธ.ค. 2560, https://www.sso.go.th/wpr/main/service/กองทุนประกันสังคม _detail_detail_1_125_0/31
  3. สิทธิประโยชน์กองทุนประกันสังคม กรณีคลอดบุตร, สำนักงานประกันสังคม, 13 มิ.ย. 2558, http://www.sso.go.th/hospital/category.jsp?lang=th&cat=869
Tags

You Might also Like

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Trending