LOADING

Type to search

“ให้ลูกเรียนพิเศษ vs. ปล่อยลูกเล่น” ข้อดีของการเล่นที่พ่อแม่ควรรู้!

Share
คลิกเพื่อแชร์
 

วันเสาร์

  • 10.00 – 12.00 น.         เรียนเสริมคณิตศาสตร์
  • 13.00 – 15.00 น.         เรียนร้องเพลง
  • 16.00 – 18.00 น.         เรียนบัลเลต์

วันอาทิตย์

  • 10.00 – 12.00 น.         เรียนเปียโน
  • 13.00 – 15.00 น.         เรียนภาษาจีน
  • 16.00 – 18.00 น.         เรียนศิลปะ

ตารางวันหยุดของลูกคุณเป็นแบบนี้หรือเปล่าคะ? ถ้าใช่ เจ้าตัวน้อยอาจเป็นหนึ่งในกลุ่มเด็กที่ถูกเรียกว่า “Overscheduled Child” ซึ่งหมายถึงเด็กที่พ่อแม่วางกิจกรรมหรือคลาสเรียนพิเศษให้ทำมากมายไปหมด จนไม่มีพักผ่อนหรือเล่นกับเพื่อนๆ นอกห้องเรียน

Overscheduled Child เป็นประเด็นที่กำลังถูกถกเถียงในปัจจุบัน ความเปลี่ยนแปลงในวิธีการเลี้ยงลูกเช่นนี้มีที่มาจากไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป พ่อแม่มักเป็นหนุ่มสาววัยทำงานในเมืองที่มีการศึกษาสูง ฐานะค่อนข้างดี รวมถึงอยู่ในสังคมซึ่งเด็กๆ มีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ต่างๆ ดังนั้น ด้วยความหวังดี พ่อแม่จึงพร้อมที่จะทุ่มเงินและจัดสรรเวลาเพื่อให้ลูก “เรียน เรียน เรียน” ให้มากที่สุด ในอนาคตลูกจะได้ไม่ขาดทักษะใดที่ทำให้ลูกเรียนไม่ทันเพื่อน หรือน้อยหน้าเพื่อนในวัยเดียวกัน

ลูกเรียนพิเศษ-เด็กเบื่อ

ถึงการเรียนดนตรีและศิลปะจะมีประโยชน์มากมาย แต่การจัดตารางเรียนพิเศษที่แน่นเกินไปจนลูกไม่มีเวลาเล่นหรือพักผ่อน ก็อาจนำมาซึ่งผลเสียสำหรับลูกเช่นกัน อาทิ

  • สร้างความเครียดแก่ทั้งลูกและผู้ปกครอง เด็กเครียดเพราะรู้สึกกดดันและไม่มีเวลาพักผ่อน และพ่อแม่ก็มักจะเครียดที่ต้องคอยเดินทางรับส่งลูก รวมไปถึงต้องจ่ายเงินค่าเรียนที่ค่อนข้างแพง
  • เด็กหมดไฟ (Burnout) ก่อนวัยอันควร เพราะการเรียนพิเศษเหล่านี้อาจเป็นการยัดเยียดให้ลูกเรียนในวัยที่เด็กเกินไป โดยมีสถิติว่า 3 ใน 4 ของเด็กอายุ 13 ที่เรียนพิเศษมาหลายปี ตัดสินใจเลิกเล่นดนตรีหรือกีฬาที่เคยเรียนมาโดยสิ้นเชิง1
  • เด็กฝังใจและไม่ชอบสิ่งนั้นๆ ในกรณีที่เด็กถูกบังคับให้เรียนในสิ่งที่ไม่สนใจ ก็จะตายเป็นลูกเรียนไม่เก่ง หรือเรียนแล้วไม่ชอบ ทำได้ไม่ดี จนทำให้เด็กเสียความมั่นใจและต่อต้านกิจกรรมนั้น
  • ทำให้เด็กมีนิสัยขี้เบื่อ เนื่องจากเด็กเคยชินกับการเรียนดนตรี ภาษา กีฬา ฯลฯ ในชั้นเรียนต่างๆ ที่มีอาจารย์คอยสอนหรือหากิจกรรมให้ทำตลอดเวลา เด็กจึงไม่มีทักษะในการหากิจกรรมที่ตัวเองสนใจทำเอง1 หมายความว่าหากปล่อยเด็กให้อยู่เฉยๆ คนเดียว เด็กก็อาจสับสนและทำตัวไม่ถูก
ลูกเรียนพิเศษ-ลูกเครียด

การเรียนพิเศษเสริม ไม่ว่าจะเป็นคลาสด้านดนตรี ศิลปะ กีฬา หรือภาษานั้นมีประโยชน์ต่อลูกมหาศาล แต่คุณพ่อคุณแม่ควรคำนึงถึงอายุที่เหมาะสม คือตั้งแต่ประมาณ 6 – 7 ปีขึ้นไป1 รวมถึงถามความสมัครใจของลูก และจัดตารางไม่ให้ลูกเหนื่อยมากจนเกินไป

นอกจากนี้ ผู้ปกครองยังควรต้องจัดหาเวลาให้ลูกเล่นอย่างเหมาะสม เพราะการเล่นก็มีประโยชน์มากมายเหมือนกันค่ะ กล่าวคือ

  1. เป็นการเรียนทางอ้อม เช่น การเล่นน้ำและทรายสอนให้เด็กเข้าใจเรื่องวิทยาศาสตร์ การเล่นต่อจิ๊กซอว์-เลโก้ทำให้เด็กเข้าใจเรื่องตรรกศาสตร์และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า รวมไปถึงสีและรูปทรงต่างๆ2 การเล่นหุ่นยนต์ทำให้ลูกได้เรียนรู้เรื่องการใช้ภาษาและคำศัพท์ในบริบทที่แตกต่าง การเล่นขายของทำให้เด็กเรียนรู้เรื่องคณิตศาสตร์ (การตั้งราคา บวกลบคูณหารเบื้องต้น)
  2. กระตุ้นจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ การเล่นดินน้ำมัน วาดภาพระบายสี แต่งตัวตุ๊กตา หรือขายของ เป็นการเปิดกว้างให้ลูกได้ใช้จินตนาการอย่างเต็มที่ โดยนำสิ่งที่ตนสังเกตเห็นในชีวิตประจำวันมาสร้างเป็นชิ้นงานหรือเรื่องราวต่างๆ

  3. ลูกเรียนพิเศษ-ศิลปะ
  4. ร่างกายแข็งแรง แม้จะไม่ใช่การเล่นกีฬาที่เป็นกิจจะลักษณะ แต่การวิ่งเล่น ปีนป่าย เต้นตามจังหวะ หรือโยนรับลูกบอล ก็เป็นการเสริมสร้างพัฒนาการทางร่างกายที่ดี นอกจากนี้ยังช่วยทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง มีความยืดหยุ่นดี และมีทักษะทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อที่สัมพันธ์กัน2
  5. พัฒนาทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การเล่นกับพ่อแม่ ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนๆ ทำให้เด็กรู้จักทักษะต่างๆ ที่ต้องมีในการอยู่ร่วมกันในสังคม เช่น การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น การแบ่งปันของเล่น ความร่วมมือ เข้าอกเข้าใจผู้อื่น กล้าแสดงออก รู้จักรอคิวของตัวเอง เป็นต้น

  6. ลูกเรียนพิเศษ-เล่นเสริมพัฒนาการ
  7. สร้างความมั่นใจในตัวเอง3 เมื่อลูกสร้างงานสำเร็จ เช่น ต่อเลโก้ได้อย่างที่วางแผนไว้ ลูกจะรู้สึกว่าตนเองมีค่าและมีความสามารถ
  8. ลูกสนุก! แน่นอนว่าเวลาเล่นคือเวลาสนุกของเด็ก โดยนอกจากจะรู้สึกดีใจและมีความสุขที่ได้เล่นแล้ว ลูกยังจะได้พัฒนาความอดทน ความพยายายาม ความมีสมาธิ2 และเนื่องจากเด็กได้ทำสิ่งที่ชอบและสนุก จึงหมกมุ่นกับสิ่งนั้นได้นานและอยากทำตามเป้าหมายที่ตนเองตั้งใจจนสำเร็จ
ลูกเรียนพิเศษ-เด็กมีความสุข

แม้การเรียนพิเศษมากจนเกินไปอาจนำมาซึ่งผลเสียในขณะที่การเล่นก็มีข้อดีมากมาย แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ความพอดี” ค่ะ พ่อแม่ควรทำความเข้าใจลูกของตัวเองและหาจุดกึ่งกลางที่พอดีสำหรับเค้า เพื่อให้ลูกได้พัฒนาความรู้ทั้งในด้านการศึกษา ทักษะทางสังคม รวมถึงมีร่างกายที่แข็งแรงและสุขภาพจิตที่แจ่มใสจากการเรียนและเล่นอย่างลงตัว

อ้างอิงจาก

  1. Sid Kirchheimer, Overscheduled Child May Lead to a Bored Teen, WebMD, https://www.webmd.com/parenting/features/overscheduled-child-may-lead-to-bored-teen#1
  2. How children learn through play, Family Lives, https://www.familylives.org.uk/advice/toddler-preschool/learning-play/how-children-learn-through-play/
  3. Katie Hope, Children ‘need to play more to gain work skills’, BBC News, 23 Jan 2018, http://www.bbc.com/news/business-42773557
Tags

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Trending