LOADING

Type to search

รักลูกแบบมีเงื่อนไข…สร้างปมด้อยให้เด็กตลอดชีวิตหรือไม่?

Share
คลิกเพื่อแชร์
 

ไม่ว่าพ่อแม่คนไหนย่อมต้องยืนยันว่าตัวเองรักลูกมาก ตามที่เขาว่ากันว่าความรักของพ่อแม่เป็นความรักแบบที่ “ไม่มีเงื่อนไข” (Unconditional Love) กันทั้งนั้น

ถึงแม้พ่อแม่จะคอนเฟิร์มว่ารักลูกสุดหัวใจและยอมเสียสละทุกอย่างให้ลูกได้ แต่ในบางครั้งการแสดงออกของพ่อแม่อาจทำให้ลูกไม่มั่นใจว่าพ่อแม่รักตนเองจริงหรือไม่ หรือบางทีพ่อแม่เองก็เผลอใช้ “ความรัก” มาเป็นเครื่องมือเพื่อสอนเด็ก ทำให้เด็กเข้าใจว่าหากไม่ทำสิ่งใด ก็จะไม่ได้รับความรักจากพ่อแม่ ซึ่งลักษณะแบบนี้เรียกง่ายๆ ได้ว่าการรักลูกแบบมีเงื่อนไขนั่นเองค่ะ

“ดี = รัก” “ไม่ดี = ไม่รัก”…การรักลูกแบบมีเงื่อนไข ใกล้ตัวกว่าที่คิด

คุณพ่อคุณแม่ร้อยทั้งร้อยคงเถียงคอเป็นเอ็นว่าไม่จริ๊งไม่จริง ฉันรักลูกมากจนให้ตายแทนก็ยังได้ แบบนี้จะเรียกว่ารักแบบมีเงื่อนไขได้ยังไง?!? ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เป็นเรื่องปกติที่พ่อแม่หลายบ้านยังนำความรักมาใช้เป็นเครื่องมือในการสั่งสอนลูกเนื่องด้วยความหวังดี เพราะอยากให้เด็กมีพฤติกรรมที่เหมาะสม เป็นเด็กดี มีมารยาท เรียนเก่ง ประสบความสำเร็จ และมีความสุข แต่การใช้ความรักมาเป็นเงื่อนไขในการสอนหรือควบคุมเด็กก็อาจสร้างผลลัพธ์ที่น่ากลัวกว่าที่คิดนะคะ

รักลูกแบบมีเงื่อนไข-เด็กกับตุ๊กตาหมา

ลองสำรวจตัวเองสักนิด คุณเคยคิด พูด หรือปฏิบัติแบบนี้กับลูกไหม?

  • รู้สึกไม่พอใจอะไรหลายอย่างในตัวลูก ซึ่งเป็นความไม่พอใจที่เราสลัดไม่ได้สักที เช่น ทำไมถึงได้ลูกสาว ทำไมลูกอ้วน ทำไมลูกไม่ฟังเราเลย เป็นต้น
  • มักพูดถึงข้อดีและข้อเสียของลูกให้คนอื่นฟังอย่างเปิดเผยต่อหน้าตัวลูกเอง
  • มักเปรียบเทียบลูกกับพี่น้องหรือเด็กคนอื่นๆ (ทั้งในแง่บวกและลบ)
  • ขีดเส้นทางการศึกษาและอาชีพให้ลูกเอง โดยไม่สนใจความชอบส่วนตัวและความถนัดของลูก
  • เมื่อลูกทำผิดพลาดก็มักใช้วิธีกดดันเพื่อให้เด็กทำได้ดียิ่งขึ้นในครั้งต่อไป
  • เคยพูดกับลูกว่า “ถ้าดื้อแม่ไม่รักนะ” “พ่อแม่รักหนูมากเพราะหนูสอบได้ที่หนึ่ง” หรือ “หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้เลย ไม่อย่างนั้นพ่อกับแม่จะไม่รักแล้ว”

อันตรายจากการรักลูกแบบมีเงื่อนไข อาจสร้างปมด้อยให้เด็กได้ตลอดชีวิต

เมื่อเด็กเติบโตมาในครอบครัวที่ต้องแลกความรักของพ่อแม่มาด้วยการเป็นเด็กดีหรือเรียนหนังสือเก่ง เด็กก็จะอยู่กับตรรกะความคิดนี้ไปตลอดแม้จะโตเป็นผู้ใหญ่ ย้ายออกจากบ้าน หรือมีครอบครัวเป็นของตัวเองแล้ว โดยมีผลการวิจัยจากหลายแห่งพบว่าเด็กที่โตมากับการใช้ความรักจากพ่อแม่เป็นเหมือนรางวัลเมื่อทำดีและเป็นเครื่องมือในการลงโทษ (ไม่มอบความรักเมื่อเด็กมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม) จะเผชิญกับผลลัพธ์เชิงลบดังนี้

  • ไม่เชื่อว่าจะมีวันที่ตัวเองดีพอ จริงอยู่ที่เด็กซึ่งถูกพ่อแม่เคี่ยวเข็ญเรื่องการเรียนและการเอาชนะตนเองอยู่เสมอ มักโตมาเป็นคนทะเยอทะยานและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่ลึกๆ แล้ว คนกลุ่มนี้มักมีความกังวลและไม่มั่นใจในตัวเองอยู่เสมอว่ายังดีไม่พอ ยังเก่งไม่พอ ทั้งยังรู้สึกว่าต้องพิสูจน์ตัวเองให้คนรอบข้างเห็นอยู่ร่ำไป ผลเสียร้ายแรงก็คือทำให้เป็นคนเครียดอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากจะตั้งเป้าหมายไว้สูงเพื่อคอยกดดันและกระตุ้นตัวเอง แถมเมื่อทำสำเร็จตามเป้าแล้ว ก็จะมีความสุขเพียงชั่วครู่1 ก่อนรีบตั้งเป้าหมายใหม่ที่สูงขึ้นอีก จนเกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่น เป็นโรคเครียด ซึมเศร้า อ่อนล้าตลอดเวลา หรือมีแนวโน้มใช้สารเสพติด2

    รักลูกแบบมีเงื่อนไข-วัยรุ่น

  • ติดนิสัยมองหาแรงจูงใจจากภายนอก เด็กที่ทำทุกอย่างเพื่อเอาใจผู้ใหญ่ มักมองหาความรักและความเห็นชอบจากภายนอกอยู่เสมอ คือจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยมีคนอื่นเป็นสาเหตุเสมอ เช่น เรียนเก่งให้พ่อแม่ชื่นชม สูบบุหรี่ให้เพื่อนยอมรับ อดอาหารให้แฟนรัก ฯลฯ ซึ่งส่งผลต่อถึงความมั่นใจในตัวเอง การให้คุณค่าตัวเอง (Self-worth) และไม่เชื่อสัญชาตญาณตัวเอง นอกจากนี้ ถึงจะทำอะไรสำเร็จ คนคนนั้นก็จะไม่มีความสุขอย่างแท้จริง เนื่องจากทำลงไปเพื่อคนอื่นนั่นเอง3

  • มีแนวโน้มจะใช้วิธีคิดและวิธีปฏิบัติเดียวกันนี้กับคนอื่น เพราะเด็กเติบโตด้วยชุดตรรกะว่าจะต้องทำดีหรือเป็นคนเก่งถึงจะได้รับความรัก จึงมักติดความคิดนี้ไปใช้กับความสัมพันธ์ในรูปแบบอื่น อาทิ กับเพื่อน แฟน หรือลูกตัวเอง และถึงแม้จะมีสามี-ภรรยาที่เข้ามารักโดยไร้เงื่อนไข คนกลุ่มนี้ก็มักรู้สึกคลางแคลงและทำใจให้เชื่อได้ยากว่าจะมีคนมารักตนแบบนั้นได้4

  • มักมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับพ่อแม่ เด็กกลุ่มที่เชื่อฟังมักมองพ่อแม่ในฐานะผู้มีอำนาจ จึงทำให้ไม่กล้าเข้าไปปรึกษาเมื่อมีปัญหา ในขณะที่เด็กบางกลุ่มก็จะต่อต้านการตั้งเงื่อนไขของพ่อแม่ ทำให้มีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อกัน
รักลูกแบบมีเงื่อนไข-เด็กซ่อนใต้หมอน

รักลูกมาก ก็ต้องแสดงออกสิจ้ะ!

การรักลูกแบบมีเงื่อนไข เป็นการปลูกฝังเด็กอย่างกลายๆ ว่า “ดี = รัก” และ “ไม่ดี = ไม่รัก” ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ความรู้สึกที่แท้จริงของพ่อแม่ซึ่งรักลูกมากแบบสุดหัวใจ แต่จะทำยังไงให้ลูกเราไม่รู้สึกแบบนั้น? My Honey Bun ขอเสนอให้ใช้เทคนิคเหล่านี้ค่ะ

  1. เริ่มต้นที่ตัวเอง
  2. พ่อแม่ต้องพยายามปรับความคิดที่อยากจะเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างในตัวลูก ไล่ตั้งแต่รูปลักษณ์ไปจนถึงพฤติกรรม เรารู้ว่าไม่ได้ง่ายนัก แต่พ่อแม่ควรรักลูกในแบบที่เค้าเป็น และไม่ใช่เพราะสิ่งที่เค้าทำนะคะ1

    หากลึกๆ เราเอาแต่คิดในเชิงว่าอยากให้ลูกคนนี้เป็นผู้ชายจังเลย ทำไมลูกเราไม่ได้ผมตรงสวยของเรามานะ ทำไมลูกเราไม่เรียบร้อยเหมือนลูกบ้านนั้นบ้าง ฯลฯ ในที่สุดแล้วพ่อแม่ก็จะแสดงออกมาให้เด็กสัมผัสได้ว่าเราไม่ได้รักเค้าอย่างไร้เงื่อนไขโดยแท้จริง5

  3. ให้กำลังใจเมื่อลูกทำพลาด
  4. เมื่อลูกมีผลการเรียนไม่ดี ทำของเสียหาย หรือเผลอใช้อารมณ์รุนแรง พ่อแม่ควรยั้งใจไม่ไปเข้าไปซ้ำเติม รีบสั่งสอน หรือตั้งเงื่อนไขเพื่อกระตุ้นให้ลูกไม่สร้างผิดพลาดนั้นอีก อย่าลืมว่าความผิดพลาดเป็นโอกาสที่เด็กจะได้เรียนรู้ หน้าที่ของเราคือเป็นเหมือนโค้ชช่วยให้ลูกผ่านช่วงเวลาแย่ๆ ช่วยหาทางแก้ไขสิ่งที่พลาดไป เพื่อให้เด็กไม่รู้สึกว่าตัวเองจะไร้ค่าทันทีเมื่อทำอะไรผิดไปสักอย่าง และในอนาคตเมื่อพบเจอปัญหา อุปสรรค หรือความล้มเหลว ลูกก็จะสามารถอดทนและรับมือกับเรื่องนั้นๆ ได้ด้วยตัวเอง6

    รักลูกแบบมีเงื่อนไข-พ่ออุ้มลูก

    อ่านต่อ
    มีความสุขยกบ้านด้วยวิธีคิดแบบเติบโต (Growth Mindset)

  5. โฟกัสที่สาเหตุ ไม่ใช่ที่การกระทำ
  6. พ่อแม่บางคนบอกว่าจำเป็นต้องใช้การวางเงื่อนไขเพื่อสอนลูกเรื่องพฤติกรรมที่เหมาะและไม่เหมาะสม แต่เราอยากให้พ่อแม่ลองเปลี่ยนมุมมองการรับมือเมื่อลูกทำตัวไม่ดี เช่น ร้องงอแงโวยวายในที่สาธารณะเพราะอยากได้ของ หรือทุบตีเพื่อนเพราะแย่งของเล่นกัน โดยแทนที่จะพูดว่า “ทำไมดื้อแบบนี้ แม่ไม่รักแล้วนะ” ให้ลองทำใจให้เย็นๆ แล้วมองหาเหตุผลว่าทำไมลูกทำเช่นนั้น ถามให้ลูกค่อยๆ อธิบายเหตุผลการกระทำของตัวเอง ลูกจะได้รู้จักการใช้เหตุผล ควบคุมอารมณ์ได้ แถมนี่ยังเป็นพื้นฐานการเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ให้ลูกเป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ

  7. รักแล้วต้องแสดงออก
  8. ความรักของพ่อแม่ถึงจะยิ่งใหญ่ แต่รักลูกมากแค่ไหนก็ไม่มีความหมายเท่ากับทำให้ลูกสัมผัสได้ถึงความรักนั้นนะคะ ลองมองจากของเด็กน้อยที่คงคิดเองไม่ได้ว่าพ่อแม่รักเค้าอย่างไร้เงื่อนไข เปลี่ยนความรักที่เป็นนามธรรมของคุณให้ออกมาเป็นการกระทำที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการบอกรัก (โดยไม่ต้องมีเหตุผลเลยนะคะ ว่ารักเพราะสวย เรียนเก่ง เป็นเด็กดี ฯลฯ) สบตาเมื่อพูดกับลูก และสัมผัสกันด้วยความรักบ่อยๆ อย่างการกอด หอมแก้ม จับมือ หรือการเล่นต่างๆ เช่น จั๊กจี้ ปูไต่ รวมไปถึงการใส่ใจและพร้อมให้เวลากับลูกเสมอค่ะ7
รักลูกแบบมีเงื่อนไข-ครอบครัวสุขสันต์

อ่านต่อ
10 เทคนิคทำให้เด็กดื้อยอมเชื่อและฟัง ไม่ต้องสั่งซ้ำสอง!
ลูกเรียนได้เกรดไม่ดี ก็ไม่เป็นไร มาสอนลูกให้ Succeed in Life กันเถอะ!
คุณเลี้ยงลูกเข้มงวดเกินไปหรือไม่? เพียงตอบคำถาม 7 ข้อนี้

 

อ้างอิงจาก

  1. Alfie Kohn, When a Parent’s ‘I Love You’ Means ‘Do as I Say,’ The New York Times, 14 Sep 2009, https://www.nytimes.com/2009/09/15/health/15mind.html
  2. Laura Empson, Are you an ‘insecure overachiever’?, BBC, 25 Sep 2018, http://www.bbc.com/capital/story/20180924-are-you-an-insecure-overachiever
  3. Teresa Graham Brett, How Conditional Love and Approval Harm Children, Parenting for Social Change, https://www.parentingforsocialchange.com/conditional-love-html/
  4. Jr Thorpe, 7 Relationship Problems That Children Of Toxic Parents Struggle With, Bustle, 30 Aug 2016, https://www.bustle.com/articles/180132-7-relationship-problems-that-children-of-toxic-parents-struggle-with
  5. Laura Markham Ph.D., 5 Secrets to Love Your Child Unconditionally, Psychology Today, 2 Mar 2014, https://www.psychologytoday.com/intl/blog/peaceful-parents-happy-kids/201403/5-secrets-love-your-child-unconditionally
  6. Joseph Sacks, The Effects of Conditional Love, Conditional Approval, Conditional Respect., Tribeca Play Therapy, 18 Jun 2017, https://www.tribecaplaytherapy.com/blog/2017/6/18/the-effects-of-conditional-love-conditional-approval-conditional-respect
  7. นพ.จอม ชุมช่วย, รักลูกอย่างไร……..ให้เป็น, ครูบ้านนอกดอทคอม, 25 พ.ค. 2009, https://www.kroobannok.com/12765
Tags

You Might also Like

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Trending