LOADING

Type to search

น้ำคร่ำรั่ว…อันตรายทั้งแม่และเด็ก! จะสังเกตและป้องกันอย่างไร?

Share
คลิกเพื่อแชร์
 

ในระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่จะสังเกตได้ว่าร่างกายตัวเองมีความเปลี่ยนแปลงมากมาย อาการบางอย่างถือเป็นเรื่องปกติ ในขณะที่บางอย่างเป็นเหมือนสัญญาณเตือนว่าการตั้งครรภ์อาจกำลังมีปัญหา แม่ท้องจึงต้องสังเกตตัวเองอยู่เสมอ ทั้งนี้ หนึ่งในอาการสำคัญที่หญิงตั้งครรภ์ต้องคอยระวังไว้ตลอดก็คือ “น้ำคร่ำรั่ว” แต่จะมีอาการแบบไหนหรือต้องสังเกตอย่างไรดี มาหาคำตอบไปกับ My Honey Bun ได้เลยค่ะ

น้ำคร่ำคืออะไร?

“น้ำคร่ำ” คือของเหลวที่อยู่ในถุงน้ำคร่ำ (Amniotic Sac) หากเปรียบเทียบก็คือคล้ายลูกโป่งใส่น้ำที่ห่อหุ้มตัวทารกไว้ในครรภ์ ซึ่งหน้าที่สำคัญของน้ำคร่ำคือ1

  • ปกป้องตัวทารกและเป็นเหมือนตัวช่วยกันกระแทกจากแรงภายนอก
  • ดูแลให้ทารกอยู่ในอุณหภูมิคงที่
  • ช่วยส่งเสริมพัฒนาการปอดและระบบย่อยอาหาร ด้วยการให้เด็กหายใจเอาของเหลวเข้าไป
  • ช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อและกระดูก ด้วยการให้ทารกได้ขยับและเคลื่อนไหวในท้องแม่
  • ปกป้องสายสะดือลูก ซึ่งเป็นตัวส่งออกซิเจนและอาหารมาจากรก
  • ป้องกันลูกจากเชื้อโรค เพื่อลดความเสี่ยงที่ทารกจะติดเชื้อ2
น้ำคร่ำรั่ว-รองเท้าเด็กบนครรภ์แม่

ในน้ำคร่ำจะประกอบไปด้วยน้ำ ฮอร์โมน สารอาหาร เซลล์ระบบภูมิต้านทาน และปัสสาวะของลูก โดยปริมาณของน้ำคร่ำในครรภ์จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนมีระดับสูงสุดในประมาณสัปดาห์ที่ 36 ของการตั้งครรภ์ (ในการตั้งครรภ์สัปดาห์ที่ 12 จะมีปริมาณประมาณ 60 มล. และในการตั้งครรภ์สัปดาห์ที่ 36 จะมีประมาณ 950 มล.)3 หลังจากนั้นก็จะค่อยๆ ลดจำนวนลงเพื่อให้เด็กได้มีเนื้อที่สำหรับขยับตัวและเตรียมพร้อมสำหรับการคลอดนั่นเอง

แล้วน้ำคร่ำรั่วได้ด้วยเหรอ?

โดยปกติแล้ว ถุงน้ำคร่ำจะแตกหรือมีน้ำคร่ำรั่วออกมาเมื่อถึงกำหนดคลอด แต่ในระหว่างการตั้งครรภ์ อาจมีความผิดปกติที่ส่งผลให้น้ำคร่ำรั่วออกมาก่อนเวลาอันควร ซึ่งจะก่อให้เกิดอันตรายต่อการตั้งครรภ์มาก ไม่ว่าจะเป็นการที่ทารกเสียชีวิตในครรภ์ การแท้ง เสี่ยงคลอดก่อนกำหนดหรือต้องผ่าคลอด มีแนวโน้มเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างคลอด ไปจนถึงการที่คุณแม่ติดเชื้อจนเสี่ยงเสียชีวิตได้4 นั่นจึงเป็นสาเหตุให้แพทย์ต้องเช็กระดับน้ำคร่ำอยู่เสมอเมื่อทำการอัลตราซาวน์

น้ำคร่ำรั่ว-อัลตราซาวด์

สาเหตุที่ทำให้น้ำคร่ำรั่ว

ภาวะน้ำคร่ำรั่วยังไม่มีสาเหตุการเกิดที่ชัดเจน อย่างไรก็ดี คาดว่าปัจจัยดังต่อไปนี้ มีผลทำให้เกิดน้ำคร่ำรั่วในหญิงตั้งครรภ์ค่ะ1

  • การกระทบกระเทือนที่ส่งผลให้ถุงน้ำคร่ำฉีกหรือขาด เช่น ตกบันได เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์
  • ติดเชื้อหรือมีโรคต่างๆ เช่น โรคติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ โรคติดต่อทางเพศ หรือโรคเกี่ยวกับปอด
  • มีแรงกดหรือแรงตึงมากไปจากการที่ทารกตัวใหญ่หรือเป็นครรภ์แฝด
  • ภาวะที่ครรภ์มีน้ำคร่ำน้อยหรือมากเกินไป
  • มีประวัติการผ่าตัดปากมดลูกหรือถุงน้ำคร่ำแตกก่อนเจ็บท้องคลอด
  • แม่สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือใช้ยาเสพติด
น้ำคร่ำรั่ว-บุหรี่

อ่านต่อ
คนท้องขึ้นเครื่องบินได้ไหม ขึ้นรถ ลงเรือ อย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด
ไข้เลือดออกคนท้อง อันตรายจากยุงร้ายที่ส่งต่อได้สู่ลูกในครรภ์
คนท้องห้ามกินยาอะไรบ้าง? รู้ไว้ไม่เสี่ยง เลี่ยงไว้กันพลาด!

อาการของน้ำคร่ำรั่ว…สังเกตได้ไว ป้องกันได้ก่อน!

เมื่อน้ำคร่ำรั่ว คุณแม่จะสังเกตได้ว่ามีน้ำไหลออกมาจากช่องคลอด โดยอาจค่อยๆ รั่วออกมาทีละนิด หรืออาจไหลออกมาเยอะมากคล้ายมีอาการถุงน้ำคร่ำแตก (น้ำเดิน) เลยก็ได้

คุณแม่ส่วนใหญ่มักสับสนอาการน้ำคร่ำรั่ว กับสองอาการที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ในระหว่างตั้งครรภ์ นั่นก็คืออาการปัสสาวะเล็ดหรือราด เนื่องจากมดลูกไปกดทับกระเพาะปัสสาวะ และอาการตกขาว ซึ่งเป็นอาการปกติของคุณแม่ตั้งครรภ์ My Honey Bun จึงขอรวมวิธีสังเกตอาการน้ำคร่ำรั่วมาให้คุณแม่ดูกันในวันนี้ค่ะ

น้ำคร่ำรั่ว-คนท้องกับดอกไม้

วิธีสังเกตลักษณะของน้ำคร่ำรั่ว3

  • น้ำคร่ำจะมีลักษณะใส และบางครั้งอาจมีเลือดหรือเมือกขาวๆ ติดออกมาด้วย
  • น้ำคร่ำจะไม่มีกลิ่น
  • น้ำคร่ำจะไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ และมักทำให้กางเกงในของคุณแม่เปียกจนต้องเปลี่ยน (ในขณะที่ถ้าเป็นปัสสาวะ น้ำที่ไหลออกมาจะมักมีสี มีกลิ่น และสามารถกลั้นได้ ส่วนตกขาวมักมีสีขาวขุ่นและกลิ่นเช่นกัน)

อีกหนึ่งวิธีช่วยทดสอบว่าน้ำคร่ำรั่วหรือไม่ คือให้คุณแม่ลองใส่ผ้าอนามัยหรือแผ่นอนามัยประมาณครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง แล้วจึงมาสังเกตของเหลวที่ไหลออกมาว่ามีลักษณะเหมือนน้ำคร่ำหรือไม่ หากใช่หรือสงสัยว่าใช่ ให้คุณแม่รีบไปหาหมอทันที โดยเฉพาะถ้าน้ำที่ไหลออกมาเริ่มมีสีเขียวหรือน้ำตาล ซึ่งเป็นสีของขี้เทาเด็ก และหมายความว่าเด็กเริ่มมีการขับถ่ายในครรภ์ ที่จะส่งผลให้เด็กเกิดมามีความผิดปกติด้านการหายใจได้

น้ำคร่ำรั่ว-คนท้องเข้าห้องน้ำ

แพทย์จะรับมือภาวะน้ำคร่ำรั่วอย่างไร?

เมื่อตรวจแน่ใจแล้วว่าของเหลวที่รั่วออกมาคือน้ำคร่ำ แพทย์จะรับมือโดยพิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น อายุครรภ์ สุขภาพและพัฒนาการของทารก รวมทั้งสาเหตุและระยะเวลาของการรั่ว

หากคุณแม่ถึงกำหนดคลอดแล้ว แพทย์อาจรอดูว่าจะพร้อมคลอดเองหรือไม่ โดยอาจมีการใช้ยาเร่งคลอดหรือผ่าคลอดเพื่อความปลอดภัยของแม่และเด็ก อย่างไรก็ดี หากแม่ท้องยังไม่ถึงกำหนดคลอด แพทย์อาจรอดูอาการว่ารอยรั่วของถุงน้ำคร่ำจะปิดได้เองหรือไม่ และอาจให้คุณแม่นอนพัก (Bed rest) ให้ยาระงับคลอดหรือยาช่วยให้ปอดทารกแข็งแรง รวมถึงอาจมีการตรวจว่าคุณแม่มีอาการติดเชื้อหรือไม่ เพื่อให้ยาปฏิชีวนะและรักษาต่อไป ทั้งนี้ ในกรณีที่ร้ายแรง แพทย์อาจเลือกนำเด็กออกมาเพื่อลดโอกาสเสี่ยงติดเชื้อในครรภ์ โดยทารกที่มีอายุครรภ์ประมาณ 22 – 23 สัปดาห์ขึ้นไป ก็ยังมีโอกาสรอดชีวิตได้หากได้รับการดูแลจากโรงพยาบาลที่มีกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและมีห้องเลี้ยงทารกแรกเกิดที่มีอุปกรณ์พร้อม4

น้ำคร่ำรั่ว-ตรวจครรภ์

แม้จะมีหนทางเยียวยาหรือรักษา แต่ภาวะน้ำคร่ำรั่วก็ถือเป็นอันตรายต่อทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์ คุณแม่จึงต้องคอยระวังไม่ให้ตนเองมีพฤติกรรมเสี่ยง รวมถึงคอยสังเกตตัวเองอยู่เสมอเพื่อที่เมื่อเกิดขึ้นจริง จะได้ไปพบแพทย์อย่างทันท่วงทีค่ะ

 

อ้างอิงจาก

  1. Amanda Barrell, Signs and causes of leaking amniotic fluid, Medical News Today, 24 Aug 2018, https://www.medicalnewstoday.com/articles/322878.php
  2. Maria Pyanov, Leaking Amniotic Fluid – Signs, Causes And Treatment, BellyBelly, 4 Sep 2018, https://www.bellybelly.com.au/pregnancy/leaking-amniotic-fluid/
  3. Rachel Nall, Leaking Amniotic Fluid During Pregnancy: What Does It Feel Like?, Healthline, 13 Jun 2016, https://www.healthline.com/health/pregnancy/leaking-amniotic-fluid#next-steps
  4. “น้ำเดิน” ก่อนกำหนด, รู้ข่าว ก้าวทันโลก (ที่มา: เดลินิวส์ออนไลน์), https://healthnewsdaily.blogspot.com/2012/05/blog-post_16.html
Tags

You Might also Like

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Trending