LOADING

Type to search

ไวรัส RSV อันตรายแค่ไหน? รักษาและป้องกันอย่างไร?

Share
คลิกเพื่อแชร์
 

พอลูกน้อยเป็นไข้ บางคนอาจคิดว่าเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา กินยานิดหน่อย เช็ดตัว และให้นอนพักเยอะๆ เดี๋ยวก็หาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาการไข้ที่ปรากฏอาจรุนแรงกว่าที่คิด เพราะเจ้าไวรัส RSV ตัวฉกาจที่หลายคนมองข้าม เป็นเชื้อไวรัสชนิดรุนแรง ที่แพร่ระบาดอย่างหนักในประเทศไทย แถมอันตรายถึงขั้นทำให้ลูกเสียชีวิตได้ด้วย!

รู้อย่างนี้แล้ว มาทำความรู้จัก พร้อมศึกษาวิธีรักษาและป้องกันเจ้าไวรัส RSV ตัวร้ายกันดีกว่าค่ะ

ไวรัส RSV คืออะไร? ติดต่อกันได้อย่างไร?

ไวรัส RSV ย่อมาจาก Respiratory Syncytial Virus เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในปอดและระบบทางเดินหายใจ เกิดได้ในทั้งผู้ใหญ่และเด็ก แต่มักเกิดในเด็กมากเป็นพิเศษ และอาการจะค่อนข้างรุนแรงหากตรวจพบในวัยทารก ซึ่งเด็กเกือบทุกคนจะเคยติดเชื้อไวรัส RSV นี่อย่างน้อยคนละครั้งก่อนจะอายุครบ 2 ปี1

RSV-จาม

อัตราการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส RSV นั้นสูงมาก โดยในประเทศไทยจะพบการระบาดได้บ่อยในฤดูฝนหรือช่วงปลายฝนต้นหนาว โดยเชื้อสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้เพียงการสัมผัสกับน้ำมูก น้ำลาย หยดละอองจากการไอหรือจาม หรือตามพื้นผิวต่างๆ อย่างโต๊ะหรือลูกบิดประตูที่ปนเปื้อน และด้วยรูปแบบการแพร่กระจายเชื้อที่ง่ายขนาดนี้ ทำให้สถานที่ที่มีเด็กอยู่มากอย่างโรงเรียนหรือสถานเลี้ยงเด็ก กลายเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อชั้นดี

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจทำให้คนบางกลุ่มอาจมีโอกาสติดเชื้อไวรัส RSV มากกว่าคนทั่วไป ดังนี้2

  • ผู้ใหญ่ที่อายุเกิน 65 ปี
  • ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง
  • ผู้ที่อยู่ในสถานที่แออัด
  • ทารกที่คลอดก่อนกำหนด
  • เด็กที่มีปัญหาทางหัวใจและปอด
  • เด็กที่เข้าสถานที่รับเลี้ยงเด็ก

จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกติดเชื้อ RSV?

RSV-ป่วย

อาการของการติดเชื้อไวรัส RSV จะแตกต่างกันไปตามช่วงอายุของแต่ะบุคคล โดยส่วนมากอาการหลักๆ ที่พบจะคล้ายกับอาการไข้หวัดทั่วไป แต่ในบางรายก็อาจรุนแรงมากจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ การหมั่นสังเกตอาการของลูกน้อยหรือคนในครอบครัวจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่เชื้อแพร่ระบาดหนัก ซึ่งผู้ที่ติดเชื้อไวรัส RSV อาจปรากฏอาการดังต่อไปนี้2

  • เป็นไข้
  • คัดจมูก
  • ไอ
  • ผิวหนังเริ่มม่วง
  • หายใจมีเสียงหวีด
  • หายใจผิดปกติ อย่างหายใจเร็วไป หรือหายใจไม่อิ่ม
  • ในทารก จะดูหายใจติดขัดหรือไม่สบายตัว

ไวรัส RSV รักษาได้หรือไม่? อย่างไร?

เนื่องจาก RSV เป็นการติดเชื้อไวรัส จึงไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาทั่วไปหรือยาปฏิชีวนะ โดยส่วนใหญ่ หากอาการที่ปรากฏไม่ร้ายแรงมาก ผู้ปกครองสามารถดูแลลูกให้หายจากการติดไวรัสได้เอง โดยให้พักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำปริมาณมาก1 ส่วนปัญหาเรื่องการหายใจไม่คล่องหรือไม่สะดวกก็สามารถใช้ที่ดูดน้ำมูกสำหรับเด็ก เคลียร์จมูกให้ลูกหายใจสะดวกขึ้น หรืออาจใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศ เพื่อไม่ให้น้ำมูกข้นเหนียวจากอากาศที่แห้งเกินไปก็ได้เช่นกัน

หากคุณพ่อคุณแม่ดูแลเด็กบ้านด้วยวิธีข้างต้น แล้วอาการยังไม่ดีขึ้นหรืออาการแย่ลง ก็ควรพาไปพบแพทย์โดยด่วนนะคะ โดยเฉพาะเมื่อเด็กๆ เริ่มปรากฏอาการต่างๆ ดังต่อไปนี้1

RSV-อาการ
  • เป็นไข้สูงจนดูท่าไม่ดี
  • มีปัญหากับการหายใจ หายใจถี่มาก หายใจลำบาก
  • มีเมือกน้ำมูกเหนียวมากและเยอะมาก
  • ไอหนักมาก พร้อมกับมีเสมหะสีเหลือง เขียว หรือเทา
  • ริมฝีปากและเล็บเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วง
  • ปรากฏอาการของภาวะขาดน้ำ เช่น ผิวแห้ง ปากแห้ง กระหายน้ำบ่อย

การติดเชื้อไวรัส RSV จะรุนแรงมากหากพบในเด็ก โดยเฉพาะในทารกที่อายุต่ำกว่า 1 ปี เพราะการติดเชื้อนี้จะนำไปสู่โรคหลอดลมฝอยอักเสบ และอันตรายถึงโรคปอดบวมได้ในที่สุด ผู้ปกครองจึงควรพาไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลทันที เพราะในบางกรณีอาจต้องอาศัยการรักษาเฉพาะทาง เช่น การให้ของเหลวทางหลอดเลือดดำ การปรับสภาพห้องโดยรวมให้ชื้น การให้ออกซิเจน หรือการใช้เครื่องช่วยหายใจในกรณีที่รุนแรงมาก2 เป็นต้น

จะป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV ได้อย่างไร?

RSV-ล้างมือ

แม้ไวรัส RSV จะแพร่กระจายได้ง่าย แต่ก็สามารถป้องกันหรือหลีกเลี่ยงได้ด้วยวิธีต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อขจัดเชื้อที่อาจไปสัมผัสมากจากพื้นผิวต่างๆ โดยเฉพาะหลังจากพบผู้ที่เป็นไข้หวัด
  • ทำความสะอาดบ้านบ่อยครั้ง เพื่อป้องกันเชื้อโรคเกาะติดอยู่ตามพื้นผิวต่างๆ โดยเฉพาะเมื่อมีแขกมาบ้าน
  • หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ผู้ติดเชื้อ RSV
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ใกล้เด็กหรือทารก เพราะบุหรี่หรือควันบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นการติดเชื้อไวรัส RSV ในเด็ก
  • พาทารกหรือเด็กแรกเกิดไปรับวัคซีนตามนัดอยู่เสมอ เนื่องจากภูมิคุ้มกันของเด็กอาจยังไม่แข็งแรงมากพอ จนทำให้เสี่ยงติดเชื้อได้ง่าย
  • หากลูกหรือตนเองติดเชื้อดังกล่าว ควรพักอยู่บ้าน งดไปโรงเรียนหรือสถานที่ทำงาน และรักษาอาการให้หายดีก่อน เพื่อป้องกันเชื้อแพร่กระจายสู่ผู้อื่นค่ะ

อ้างอิงจาก

  1. Catherine L. Lamprecht, MD, Respiratory Syncytial Virus, KidsHealth, Sep 2015, https://kidshealth.org/en/parents/rsv.html
  2. Jaime Hernson, RSV (Respiratory Syncytial Virus) Infection, Heathline, 23 Mar 2018, https://www.healthline.com/health/respiratory-syncytial-virus-rsv
Tags

You Might also Like

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Trending