LOADING

Type to search

ฟุดฟิดฟอไฟ? ต้องทำอย่างไรเมื่ออยากให้ลูกเป็นเด็กสองภาษา

Share
คลิกเพื่อแชร์
 

โลกทุกวันนี้กว้างไกลอย่างไร้ขอบเขต และลูกตัวน้อยของคุณพ่อคุณแม่ก็กำลังจะเติบโตขึ้นไปเป็นพลเมืองโลกในวันข้างหน้า โดยปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหนึ่งในเครื่องมือที่จะทำให้การติดต่อเชื่อมโยงกันสัมฤทธิ์ผลมากที่สุดก็คือการเรียนภาษาสากลอย่างภาษาอังกฤษ รวมไปถึงภาษาที่สามและสี่อื่นๆ ด้วยเช่นกัน ดังนั้นคำถามสำหรับพ่อแม่ส่วนใหญ่ก็คือให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษที่ไหนดี

นอกจากโอกาสทางการศึกษาและอาชีพในอนาคตแล้ว การช่วยให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษ หรือภาษาที่สองตั้งแต่ยังเล็ก ยังช่วยเสริมสร้างทักษะการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล ช่วยกระตุ้นให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ ทั้งยังทำให้เด็กเป็นคนพร้อมเปิดรับวัฒนธรรมและความแตกต่างได้ดีขึ้นอีกด้วย1

My Honey Bun จึงอยากรวบรวมข้อคิดและเทคนิคที่น่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังสงสัยในเรื่องการเรียนภาษาที่สองดังนี้ค่ะ

1. สำหรับลูกการเรียนภาษาอังกฤษหรือภาษาที่สอง “ยิ่งเร็วยิ่งดี”

พ่อแม่สามารถสนับสนุนให้ลูกซึมซับภาษาที่สองได้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อยเลยนะคะ เพราะการเรียนภาษาในช่วงอายุ 3 – 4 ขวบ จะทำให้เด็กออกเสียงได้อย่างเป็นธรรมชาติมากกว่า สร้างเสียงใหม่ๆ ได้ดีกว่า2 (หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือ “ลิ้นยังไม่แข็ง” นั่นเอง) และสมองก็ยังเปิดรับโครงสร้างใหม่ๆ ได้ดีด้วย

นอกจากนี้ การเรียนภาษาในช่วงก่อนเข้าโรงเรียนยังเป็นการเรียนรู้ที่เปิดกว้าง ไร้ความกดดันจากกฏเกณฑ์และการสอบวัดผล เด็กจึงมักรู้สึกกล้าที่จะพูดภาษาใหม่ๆ โดยไม่กลัวว่าจะต้องถูกดุหรืออับอายเมื่อพูดผิด

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่าเด็กประถม มัธยม หรือผู้ใหญ่จะไม่สามารถเรียนภาษาเพิ่มเติมได้นะคะ แค่ระบบการเรียนรู้ภาษาใหม่ของร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเราโตขึ้น2 และอาจทำให้ออกเสียงได้เป็นธรรมชาติน้อยกว่าเด็กๆ เท่านั้นเอง

2. การเรียนภาษาที่ดี คือการเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ

คุณพ่อคุณแม่ลองใช้ตัวเองเป็นตัวอย่างได้เลยค่ะ เพราะสาเหตุใหญ่ที่ทำให้คนไทยเรียนภาษาอังกฤษหลายปีและทำคะแนนได้ดีในห้อง แต่กลับพูดภาษาอังกฤษไม่ได้นั้น เป็นผลมาจากหลักสูตรการเรียนภาษาอังกฤษของบ้านเราที่เน้นการอ่านเขียนและหลักไวยากรณ์

ลองหันมาเปรียบเทียบกับการเรียนภาษาไทย ที่เราได้รับมาอย่างเป็นธรรมชาติจากพ่อแม่จนสามารถพูดได้อย่างคล่องแคล่วดูสิคะ นั่นเป็นเพราะไม่ว่าจะเป็นการเรียนภาษาใดก็ตาม วิธีที่เป็นธรรมชาติที่สุดคือการเริ่มเรียนรู้จากการพูดและการฟังนั่นเอง

3. ทำให้บ้านเป็นสังคมสองภาษา

วิธีที่ง่ายที่สุดคือการพูดสองภาษาที่บ้าน ซึ่งวิธีนี้จะได้ผลในครอบครัวที่พ่อแม่เป็นเจ้าของภาษาใดภาษานั้น เช่น คุณพ่อเป็นชาวอเมริกันเจ้าของภาษาอังกฤษ และคุณแม่เป็นชาวไทยเจ้าของภาษาไทย โดยฝั่งตะวันตกเสนอเทคนิคที่เรียกว่า One Parent – One Language คือให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพูดภาษาของตนกับลูกเท่านั้น ไม่สลับไปมาเพราะอาจทำให้เด็กสับสนและไม่ได้รับการออกเสียงที่ถูกต้องจากเจ้าของภาษา

สำหรับในครอบครัวที่เป็นคนไทยทั้งคู่ หากไม่มั่นใจว่าภาษาของตนเป๊ะพอจนสามารถสอนลูกน้อยได้ อาจลองใช้วิธีอื่นแทน เช่น ให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเมื่อถึงขวบวัยที่เหมาะสม หรือค่อยๆ ปลูกฝังด้วยการใช้สื่ออื่นๆ แทนค่ะ

4. ทำเรื่องเรียนให้เป็นเรื่องเล่น

อย่างที่เราบอกไปข้างต้น การให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษหรือภาษาที่สองนั้นควรเป็นเรื่องสนุกและเป็นธรรมชาติ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือการใช้สื่อต่างๆ เพื่อสร้างควาดเพลิดเพลินให้ลูก อาทิ การอ่านนิทานภาษาอังกฤษให้ลูกฟัง การเปิดเพลงภาษาอังกฤษ หรือการดูหนังแบบมีซาวด์แทรค แต่สิ่งที่สำคัญคือพ่อแม่จะต้องค่อยๆ อธิบายความหมายให้ลูกได้เข้าใจ และไม่ควรปล่อยให้ลูกดูวิดีโอคลิปภาษาต่างประเทศจากแท็บเล็ตเอง เพราะลูกอาจจะทำได้เพียงแค่การเลียนเสียง แต่ไม่เข้าใจความหมายเลยก็ได้นะคะ

5. เข้าสังคมที่ใช้ภาษานั้นๆ

การเรียนภาษาที่ดีควรมีการโต้ตอบระหว่างคู่สนทนา3 ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีประโยชน์กว่าการให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว หรือให้ลูกอ่านหนังสือภาษาต่างประเทศหรือดูคลิปอยู่คนเดียว ผู้ปกครองจึงควรช่วยให้เด็กได้อยู่ในสังคมที่มีการสื่อสารสองทาง (Two-way Communication)

หนึ่งในวิธีที่กำลังได้รับความนิยมคือการนัดรวมตัวกันเป็น “เพลย์กรุ๊ป” เพื่อให้เด็กๆ ต่างชาติต่างภาษาได้เข้ามาเล่นด้วยกัน ได้ทั้งแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ภาษาแม่ ภาษาที่สอง แถมยังสนุกอีกด้วย ทั้งนี้ ศูนย์วัฒนธรรมและสถานทูตบางแห่งก็มักเปิดคลาสสอนภาษาหรือจัดกิจกรรมอยู่เสมอ หากคุณพ่อคุณแม่สนใจก็ลองเข้าไปหาข้อมูลในแต่ละที่ได้ค่ะ

6. สร้างทัศนคติที่ดี

พ่อแม่ไม่ควรบังคับให้ลูกเรียนภาษาในห้องเรียนก่อนถึงวัย (เช่น ส่งให้ลูกเข้าเรียนคอร์สที่เน้นแกรมมาร์ตั้งแต่ยังเล็ก) เพราะอาจทำให้ลูกรู้สึกเครียดและต่อต้าน แต่ควรปลูกฝังให้ลูกมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนภาษาใหม่ๆ โดยทำให้เห็นว่าการรู้ภาษาอื่นมีประโยชน์มากเพียงใด อาจทำด้วยการซื้อของเล่นน่ารักๆ หรือหนังสือนิทานสวยๆ ที่ต้องใช้ความเข้าใจในภาษาอังกฤษมาเป็นตัวดึงดูดให้ลูกอยากทำความเข้าใจ หรือหากพ่อแม่คนไหนมีงบ ก็พาลูกไปเที่ยวต่างประเทศเลยค่ะ เพราะลูกจะได้เห็นกับตาตัวเองเลยว่าการรู้ภาษาอื่นทำให้ชีวิตง่ายและดีขึ้นแค่ไหน

7. ไม่ต้องกังวลหากลูกสลับภาษาไปมา

การพูดไทยคำอังกฤษคำอาจไม่ใช่การสนทนาที่ดีนัก แต่การเปลี่ยนกลับไปมาระหว่างภาษาเป็นเรื่องปกติของเด็กที่กำลังเรียนรู้หลายภาษาค่ะ โดยเรียกกันว่า Code-Switching หรือ Code-Mixing

ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกพูดว่า “หนูอยากทานโทเมโท” ผู้ปกครองก็ไม่ควรดุเด็กว่าใช้ภาษาผิด3 แต่ควรชื่นชมและย้ำว่า “หนูอยากทานมะเขือเทศ โทเมโท ใช่ไหมคะ พูดเก่งจังเลย”

การเปลี่ยนภาษาไปมาจะเริ่มหายไปเมื่อเด็กโตขึ้น เพราะเด็กจะมีคลังศัพท์ที่เพียงพอเพื่อใช้ในการอธิบายคำของแต่ละภาษา นอกจากนี้เด็กจะเริ่มเข้าใจได้เองว่าควรเลือกพูดภาษาใดในสถานที่ไหน2

8. อยู่บนโลกแห่งความจริง

มีผลการวิจัยออกมาว่าเด็กจะเริ่มพูดภาษาหนึ่งได้ก็ต่อเมื่ออยู่กับภาษานั้นในระหว่างที่ตัวเองตื่นเป็นเวลา 30%4 พ่อแม่จึงไม่ควรคาดหวังให้ลูกพูดภาษาที่สองได้อย่างคล่องแคล่วตั้งแต่ยังเล็กมาก หรืออัดให้ลูกเรียน 5 – 6 ภาษาในคราวเดียวกัน ซึ่งอาจทำให้สุดท้ายลูกพูดไม่ได้ดีเลยสักภาษาเดียว

นอกจากต้องค่อยเป็นค่อยไปแล้ว พ่อแม่ยังต้องอดทนและให้เวลาลูกได้ค่อยๆ ซึมซับสิ่งที่ตัวเองเรียนรู้ไป พยายามไม่ต่อว่าหรือกดดัน และควรชมลูกทุกครั้งที่ใช้ภาษาที่สองได้ดี

อย่ามัวแต่คิดจะส่งลูกเข้าโรงเรียนนานาชาติ เรียนพิเศษภาษาอังกฤษ หรือลงคอร์สเรียนภาษาที่สองเพียงอย่างเดียวนะคะ เพราะแค่คุณพ่อคุณแม่ลองทำความเข้าใจระบบการเรียนรู้ภาษาของเด็ก และนำเทคนิคของเราไปใช้ ก็จะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้ภาษาใหม่อย่างเป็นธรรมชาติ สนุกสนาน แถมยังเปิดโอกาสให้ได้ใช้เวลาอยู่กับเค้ามากขึ้นอีกด้วยนะคะ

อ้างอิงจาก

  1. Catherine Ford, ‘Children should start learning languages at age three,’ 10 Oct 2014, The Telegraph, https://www.telegraph.co.uk/education/educationopinion/11151726/Children-should-start-learning-languages-at-age-three.html
  2. Laura Clark, The Best Age for Kids to Learn a Second Language, Parent.co, 27 Apr 2016, https://www.parent.com/the-best-age-for-kids-to-learn-a-second-language/
  3. Kevin M. Wong, Raising Bilingual Children: Who Should Speak What?, HuffPost, 6 Dec 2017, https://www.huffingtonpost.com/kevin-wong2/raising-bilingual-childre_b_9558006.html
  4. Christina Bosemark, Raising Bilingual Children: The First Five Steps to Success, Omniglot, http://www.omniglot.com/language/articles/bilingualkids1.htm
Tags

You Might also Like

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Trending