LOADING

Type to search

อาหารอ่อนของหนู! วิธีถนอมอาหารอย่างปลอดภัยสำหรับเด็กวัย 6 เดือน

Share
คลิกเพื่อแชร์

เมื่อลูกน้อยอายุประมาณ 6 เดือนก็จะเข้าสู่วัยเริ่มอยากหม่ำ คุณพ่อคุณแม่อาจต้องเริ่มเตรียมตัวให้อาหารเสริมเป็นอาหารเด็ก 6 เดือนขึ้นไปจากนมแม่ที่ลูกทานอยู่ เพราะนอกจากจะช่วยให้เจ้าตัวเล็กได้ทานอาหารครบหมู่มากขึ้น ยังเป็นการกระตุ้นพัฒนาการของลูกด้วยนะคะ

วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ อย่างการถนอมอาหารด้วยความเย็น มาเอาใจเวิร์คกิ้งมัมที่ไม่มีเวลาเข้าครัวทุกมื้อ รวมทั้งคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านที่อยากให้ลูกได้รับประทานอาหารที่มีคุณค่า ปลอดภัย แถมยังช่วยประหยัดได้อีกด้วย

ขั้นตอนที่ 1: ลูกพร้อมหรือยัง?

เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการที่แตกต่าง คุณพ่อคุณแม่จึงควรสังเกตลูกน้อยว่าเริ่มมีความต้องการรับประทานอาหารอ่อนหรือยัง รวมทั้งปรึกษาแพทย์ถึงจำนวนในแต่ละมื้อและประเภทต่างๆ ของอาหารที่เหมาะกับลูก โดยส่วนใหญ่นั้นคำแนะนำคืออาหารเสริมให้เป็นอาหารเด็ก 6 เดือนขึ้นไปค่ะ

ขั้นตอนที่ 2: เลือกวัตถุดิบ

สำหรับอาหารเด็ก 6 เดือนขึ้นไปนั้น คุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกผักผลไม้และเนื้อสัตว์ที่มีประโยชน์ หากเป็นไปได้ให้เลือกสินค้าออร์แกนิคและผักผลไม้ตามฤดูกาล

ขั้นตอนที่ 3: เริ่มเตรียมอาหารกันเลย!

นำผัก ผลไม้ หรือเนื้อสัตว์ที่คุณเลือกมาไปนึ่งหรืออบ ซึ่งเป็นวิธีที่จะช่วยรักษาคุณค่าทางอาหารได้อย่างดีที่สุด (อาจใช้วิธีต้มหรือไมโครเวฟ แต่สองวิธีนี้อาจรักษาคุณค่าทางอาหารได้ไม่ดีเท่า)

  • ในการเก็บรักษา ควรแยกผักผลไม้ และเนื้อสัตว์ออกจากกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปนเปื้อน1
  • ล้างผักผลไม้ทุกครั้งก่อนนำไปทำอาหาร โดยไม่ควรล้างเนื้อเพราะอาจเป็นการกระจายเชื้อแบคทีเรีย

ขั้นตอนที่ 4: บด บด บด

ทิ้งให้อาหารเย็นสักพักแล้วจึงบดอาหาร โดยการใช้เครื่องปั่นหรือบดอาหาร (สามารถใช้ช้อนบี้หรือบดด้วยตะแกรงแทนได้ในกรณีที่อาหารนิ่มมากๆ)

  • แนะนำให้ผสมอาหารที่บดแล้วกับนมแม่หรือนมชง เพื่อเพิ่มคุณประโยชน์และสร้างรสชาติที่ลูกคุ้นเคย2
  • นอกจากนี้ ยังสามารถผสมกับน้ำต้มผักเพียงเล็กน้อยเพื่อคืนคุณค่าทางอาหาร (ยกเว้นน้ำแครอท หรือผักอื่นๆ ที่มีไนเตรตสูง)2
  • ไม่ต้องใส่เครื่องปรุง เช่น เกลือ น้ำตาล พริกไทย เพราะลิ้นของเด็กยังบอบบางต่อรสชาติเหล่านี้อยู่
  • ให้คำนึงระดับความละเอียดของอาหารตามอายุและพัฒนาการของลูก โดยเริ่มให้อาหารเสริมเป็นอาหารเด็ก 6 เดือนขึ้นไปค่ะ

ขั้นตอนที่ 5: แช่แข็ง

ทิ้งให้อาหารเย็นสักพักแล้วจึงนำเข้าแช่ในช่องแข็ง (ช่องฟรีซ) โดยนำอาหารที่บดแล้วใส่ในถาดทำน้ำแข็งแล้วปิดด้วยพลาสติกแรป (ไม่ควรใช้แผ่นฟอยล์ เพราะอาจมีเศษคมๆ หลุดลงไปได้2)

*โดยปกติ แต่ละช่องของถาดทำน้ำแข็งจะรองรับของเหลวได้ประมาณ 3 – 5 ช้อนโต๊ะ1 หรือประมาณ 1 ออนซ์ วิธีนี้จึงช่วยให้คุณพ่อคุณแม่คาดเดาปริมาณการป้อนอาหารให้ลูกน้อยได้ดีค่ะ

แช่ช่องฟรีซไว้จนแข็ง แล้วจึงนำออกจากถาดทำน้ำแข็ง ก่อนเปลี่ยนมาใส่กล่องที่มีฝาปิดแน่นหนาหรือถุงที่ซีลได้ แล้วจึงแช่ไว้ในช่องฟรีซต่อ สำคัญเลยนะคะ! อย่าลืมเขียนบนกล่องหรือถุงว่าอาหารคืออะไร และปรุงไว้เมื่อไร เพื่อความปลอดภัยในการเก็บรักษาซึ่งไม่ควรเกิน 1 เดือนในช่องแข็งค่ะ

ขั้นตอนที่หก: หนูพร้อมหม่ำเมื่อไร ก็ละลายน้ำแข็งแล้วอุ่น!

เมื่อได้เวลาอาหาร คุณแม่สามารถเลือกใช้วิธีเหล่านี้เพื่อละลายน้ำแข็งแล้วอุ่น ก่อนป้อนให้เจ้าตัวเล็กทานได้เลยค่ะ

  • นำอาหารที่แช่แข็งมาใส่ตู้เย็นช่องธรรมดาไว้ล่วงหน้าหนึ่งคืนก่อนรับประทาน แล้วจึงนำไปอุ่นให้ลูก
  • เทน้ำร้อนใส่ภาชนะ แล้วนำอาหารใส่ภาชนะอีกชั้น คนเบาๆ อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้อาหารอุ่น
  • ใส่ไมโครเวฟ ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวก แต่ต้องใช้ความระมัดระวัง เนื่องจากระบบทำความร้อนของไมโครเวฟนั้นกระจายไม่ทั่วกัน อาหารจึงอาจยังเย็นในจุดหนึ่งแต่เดือดมากในอีกจุด ดังนั้นหากจะใช้ไมโครเวฟ จึงควรอุ่นแค่ 20 – 30 วินาที แล้วเอาออกมาคนก่อนนำเข้าอุ่นใหม่ค่ะ

สิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ควรจำไว้เสมอ

  • ปลา ไม่ควรเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือนทาน และเพื่อหลีกเลี่ยงอาการแพ้ ไม่ควรให้เด็กทานสัตว์น้ำประเภท shellfish เช่น หอย กุ้ง ปู
  • อาหารไนเตรตสูง เช่น แครอท ผักโขม กล้วย เซเลอรี่ ผักกาดหอม ถั่วแขก หรือสควอซ ไม่ควรเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือนทาน เพราะการได้รับไนเตรตมากเกินไปอาจทำให้เด็กเกิดภาวะโลหิตจาง
  • น้ำผึ้ง ไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีทาน เนื่องจากน้ำผึ้งมีแบคทีเรีย อาจทำให้เด็กเสี่ยงต่ออาการอาหารเป็นพิษ1
  • ไม่ควรให้เด็กทานอาหารอ่อนก่อนอายุ 4 เดือน
  • ไม่ควรนำอาหารที่ละลายแล้วหรืออาหารที่เด็กรับประทานไม่หมด กลับไปแช่แข็งใหม่
  • หากไม่ใช้วิธีแช่แข็ง สามารถเก็บอาหารที่คุณแม่ทำเองไว้ในช่องเย็นธรรมดาได้ประมาณ 48 – 72 ชั่วโมง2

การเตรียมและเก็บอาหารเด็ก 6 เดือน เป็นเรื่องง่ายๆ แถมยังสนุกอีกด้วย จริงไหมล่ะคะ แต่เพื่อสารอาหารที่ครบถ้วนและการันตีความปลอดภัยแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ คุณพ่อคุณแม่ที่มีเวลาก็อย่าลืมให้ลูกรับประทานอาหารที่สดใหม่อยู่เสมอด้วยนะคะ

อ้างอิงจาก

  1. How to Preserve Baby Food, wikiHow, https://www.wikihow.com/Preserve-Baby-Food
  2. How to Puree and Store Homemade Baby Food, Wholesome Baby Food, http://wholesomebabyfood.momtastic.com/pureebabyfoodandstore.htm
Tags:

You Might also Like

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Trending