LOADING

Type to search

5 สัญญาณอันตรายบ่งบอกว่าลูกคุณแพ้อาหาร!!

Share
คลิกเพื่อแชร์
 

ปกติแล้วคุณพ่อคุณแม่มักจะเริ่มให้ลูก รับประทานอาหารอ่อนนอกเหนือจากนมแม่ ก็ต่อเมื่อลูกอายุครบ 6 เดือนขึ้นไปหรือก่อนหน้านั้นเล็กน้อย แล้วแต่คำแนะนำของแพทย์และพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัย เพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนและมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง

อย่างไรก็ตาม บางครั้งก็อาจมีโอกาสที่ลูกรักจะเกิดอาการแพ้ขึ้นมาได้โดยพี่เราไม่ทราบเช่นกัน ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตอาการเริ่มต้นเหล่านี้ให้ดีนะคะ จะได้พาน้องๆ ไปพบคุณหมอได้ทันการ และงดอาหารชนิดนั้นๆ ทันทีค่ะ

1. ผดผื่นตามผิวหนัง

อาการทางผิวหนังเป็นอาการที่สังเกตได้ง่ายที่สุด ซึ่งอาการจะปรากฏเป็นผื่นขึ้นตามบริเวณใบหน้า แก้ม แขน ขา ซึ่งบางครั้งลูกมักจะมีอาการคันร่วมด้วย หากมีอาการเช่นนี้ก็ให้สันนิษฐานก่อนเลยว่า ลูกอาจจะมีอาการแพ้อะไรซักอย่าง เช่น อาหาร หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ใช้กับเด็ก

2. ร้องไห้ ไม่สบายตัว

เด็กเล็ก ยังไม่สามารถพูดหรือบอกเราได้นะคะว่าเขาเป็นอะไร แต่เขาจะสื่อสารกับเราผ่านพฤติกรรมที่แสดงออกมาแทน เช่นถ้ารับประทานอาหารเข้าไปแล้วเริ่มมีอาการไม่สบายตัว งอแง ร้องไห้ เอาตัวถูไปมากับที่นอนจนผิวแดง ก็มีโอกาสสูงค่ะ ที่ลูกๆ อาจจะเกิดอาการแพ้ขึ้นมาได้

3. ท้องเสีย

อาการท้องเสียหรือถ่ายเหลวสำหรับลูกน้อยมักจะมาพร้อมอาการไม่สบายตัวนะคะ โดยหากลูกร้องไห้โดยไม่ทราบสาเหตุ ก็ให้สังเกตอาการท้องเสียร่วมด้วย ซึ่งบางทีเด็กอาจจะเริ่มถ่ายเพียงเล็กน้อย จนลุกลามเป็นถ่ายเรื้อรังก็มีนะคะ ในบางรายหากมีอาการแพ้มากเด็กอาจจะถ่ายเหลวพร้อมกับมีเลือดปนออกมาเลยทีเดียว

4. หายใจเสียงดัง

หากลูกหายใจเสียงดัง เป็นเสียงครืดคราดไม่หายสักที พร้อมกับมีอาการน้ำมูกไหลเป็นน้ำใสๆ หายใจไม่สะดวก ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าอาจเกิดจากอาการแพ้อาหารได้เช่นกัน โดยเด็กบางคนที่มีอาการแพ้รุนแรงก็มักจะพบว่ามีโรคหอบหืดร่วมด้วย เพราะฉะนั้นหากคุณพ่อคุณแม่ได้ยินลูกหายใจแรงก็ไม่ควรชะล่าใจปล่อยไว้จนเกิดอาการเรื้อรังนะคะ

5. ไข้ขึ้นสูง

โดยปกติแล้วอาการตัวร้อน มีไข้ขึ้นสูง มักจะเกิดร่วมกับอาการท้องเสีย มีผื่นขึ้นตามตัว และอาการไม่สบายตัวของลูกน้อยคะ ซึ่งหากพบว่าลูกมีอาการร่วมดังกล่าวก็ให้เฝ้าระวังอาการไข้ขึ้นสูงของลูกไว้ได้เลย และควรรีบไปพบแพทย์ทันทีค่ะ

นอกจากนั้น อาการทั้งหมดที่กล่าวไปนี้ หากพบว่าเด็กเป็นหลังจากรับประทานอาหารเข้าไปแล้วภายใน 1 – 2 ชั่วโมง ก็ไม่ควรรอช้าหรือรักษาเองนะคะ คุณพ่อคุณแม่ควรจะต้องรีบพาลูกน้อยไปพบคุณหมอโดยด่วนเลยค่ะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายแรงจนแก้ไขไม่ทันหรือเกิดอันตรายถึงชีวิตของลูกน้อยเอาได้

Tags

You Might also Like

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Trending