LOADING

Type to search

ประเทศไทยมีเกณฑ์การบริจาคสเปิร์มยังไง? ได้เงินจริงหรือไม่?

Share
คลิกเพื่อแชร์
 

คุณผู้ชายหลายคนคงเคยได้ยินข่าวจากต่างประเทศ เกี่ยวกับงานบริจาคสเปิร์มเพื่อให้คู่รักเพศที่สามหรือคู่สามีภรรยาที่ไม่สามารถมีบุตรได้เอง ซึ่งจะให้ผลตอบแทนดีมาก สูงถึงครั้งละหลายพันหลายหมื่นบาทเลยทีเดียว

ว่าแต่ในเมืองไทยมีการรับบริจาคสเปิร์มไหมนะ? จะทำได้ที่ไหนและอย่างไรบ้าง? วันนี้ My Honey Bun มีคำตอบมาฝากกันค่ะ

ในประเทศไทยมีการรับบริจาร์คสเปิร์มหรือไม่?

ประเทศไทยมีการรับบริจาคสเปิร์มมานานมากกว่า 30 ปีแล้ว โดยในปัจจุบันก็ยิ่งได้รับความนิยมมากกว่าในอดีต เพราะคู่สามีภรรยามักมีอายุมากขึ้น และยังมีการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์มากขึ้น1 โดยในเมืองไทยมีจุดประสงค์ในการบริจาคสเปิร์มเพื่อคู่สามีภรรยาที่สามีมีโรคบางอย่างซึ่งมีผลต่อการผลิตตัวอสุจิและไม่สามารถมีบุตรได้

เกณฑ์การรับบริจาคสเปิร์ม มีอะไรบ้าง?

บริจาคสเปิร์ม-ตรวจร่างกาย

ในปัจจุบัน ส่วนมากการบริจาคสเปิร์มจะขอรับมาจากนักศึกษาแพทย์ เพราะนักศึกษาแพทย์มีสติปัญญาดี มีข้อมูลติดตามการนำไปใช้อย่างละเอียด ทั้งยังมีร่างกายแข็งแรงผ่านการตรวจสุขภาพมาแล้ว ซึ่งสเปิร์มจากกลุ่มนักศึกแพทย์ดังกล่าวก็ค่อนข้างเพียงพอต่อความต้องการ แต่หากผู้ใดสนใจจะบริจาคก็ต้องมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้2

  • มีอายุระหว่าง 20 – 45 ปี
  • ผ่านการตรวจประเมินความพร้อมทางด้านร่างกายและจิตใจ
  • ยินยอมให้สืบประวัติ พร้อมให้ข้อมูลต่างๆ อย่างรูปร่าง ส่วนสูง สีผิว สีผม เชื้อชาติ และกรุ๊ปเลือดไว้เพื่อการพิจารณา ซึ่งข้อมูลต่างๆ จะถูกเก็บรักษาไว้อย่างน้อย 20 ปี
  • มีอสุจิอย่างน้อย 40 ล้านตัว/ ซีซี และมีอัตราการเคลื่อนไหวของอสุจิมากกว่าร้อยละ 50 (ทราบได้จากการตรวจน้ำเชื้อก่อนในเบื้องต้น)
  • ไม่มีโรคทางพันธุกรรม เช่น โรคโลหิตจาง
  • ไม่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เอชไอวี ตับอักเสบ หนองใน และซิฟิลิส เป็นต้น
  • ไม่มีเพศสัมพันธ์มาอย่างน้อย 3 วันก่อนวันบริจาค
  • ต้องยอมรับว่า ผู้ให้-ผู้รับ จะไม่รู้จักกัน และไม่สามารถติดต่อกันได้ เพื่อตัดปัญหาการเรียกร้องสิทธิในภายหลัง
  • หากผู้บริจาคมีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากภรรยาก่อน
บริจาคสเปิร์ม-เก็บสเปิร์ม

แม้จะมีคุณสมบัติถูกต้องตามเกณฑ์ทุกอย่างแล้ว แต่คุณผู้ชายหลายคนคงต้องปาดน้ำตาเป็นแน่แท้ เพราะประกาศจากแพทยสภาระบุชัดเจนไว้ว่า ห้ามซื้อ เสนอขาย นำเข้า หรือส่งออกอสุจิ ห้ามโฆษณาว่ามีอสุจิเพื่อให้หรือเพื่อการบริจาค และห้ามนำอสุจิไปใช้ประโยชน์ทางการค้าโดยเด็ดขาด จึงทำให้คุณผู้ชายไม่สามารถบริจาคสเปิร์มเป็นอาชีพแบบรับเงินรับทรัพย์ในประเทศไทยได้นั่นเอง

ขั้นตอนการเก็บรักษาและการรับบริจาคสเปิร์ม

หลังจากผ่านคุณสมบัติตามเกณฑ์การรับด้านบนแล้ว ผู้บริจาสเปิร์มจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการรับบริจาค ซึ่งทางศูนย์ที่รับฝากหรือรับบริจาคสเปิร์มจะจัดเตรียมห้องไว้ เพื่อให้ผู้บริจาคเก็บอสุจิใส่ในขวดปากกว้างปราศจากเชื้อด้วยตนเอง โดยในช่วงแรกสเปิร์มที่ได้รับการบริจาคจะถูกในไปใช้แบบสดๆ แต่ในปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงไปใช้ในรูปแบบแช่แข็งแทนแล้ว เนื่องจากมีปัญหาโรคเอดส์เกิดขึ้น

บริจาคสเปิร์ม-ตรวจสเปิร์ม

เมื่อได้รับการบริจาคมาแล้ว อสุจิจะถูกวิเคราะห์หาจำนวน อัตราการเคลื่อนไหว และรูปร่าง ว่าจะสามารถกับผสมกับไข่ได้หรือไม่ก่อน แล้วหากพบว่าอสุจิมีคุณสมบัติตรงตามความต้องการดังกล่าว จึงนำไปใส่สารละลายต่างๆ อย่างกลีเซอรอล โซเดียมซิเตรท กลูโคส ฟรุกโตส และไข่แดง เพื่อเป็นอาหารสำหรับอสุจิ3

หลังจากนั้น อสุจิจะถูกนำไปใส่ในหลอดพลาสติกเล็กๆ โดยจะถูกแขวนไว้ในระดับ 15 เซนติเมตรเหนือไนโตรเจนเหลวที่มีอุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส แทนการแช่หลอดลงไปในไนโตรเจนเหลวโดยตรง เพราะอสุจิอาจเย็นมากเกินไปจนเกิดความเสียหายได้3

เพียงเท่านี้ การบริจาคสเปิร์มก็จะเสร็จสมบูรณ์ พร้อมได้รับการจัดเก็บไว้กับสถานที่รับบริจาคอย่างเรียบร้อยปลอดภัยค่ะ

 

อ้างอิงจาก

  1. รศ.นพ.สมบูรณ์ คุณาธิคม, การบริจาคอสุจิและไข่, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/admin/article_files/172_1.pdf
  2. ศ.นพ. สมศักดิ์ โล่ห์เลขา, ประกาศแพทยสภาที่ 95 (9)/2558, กระทรวงสาธารณสุข, 4 พ.ย. 2015, http://mrd.hss.moph.go.th/uploadFiles/document/D00000001523_26982.pdf
  3. ธนาคารอสุจิ, Wikipedia, 8 ก.ย. 2018, https://th.wikipedia.org/wiki/ธนาคารอสุจิ
Tags

You Might also Like

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Trending