LOADING

Type to search

สามีไม่รู้จักโต! ชวนเปลี่ยนทัศนคติ เพื่อชีวิตคู่สุดแฮปปี้!

Share
คลิกเพื่อแชร์
 

มนุษย์เพศหญิงส่วนใหญ่มีความเอาใจใส่ติดตัวมาตามธรรมชาติ เราพร้อมจะดูแลความเป็นอยู่ของคนรอบข้างให้มีความสุขไม่ว่าจะเป็นทั้งทางกายหรือใจ แถมนิสัยนี้มักทวีคูณเมื่อได้เป็นแม่คน อย่างไรก็ตามภรรยาส่วนหนึ่งยอมรับว่า สามีไม่รู้จักโต ปฏิบัติกับสามีเหมือนเป็นลูกอีกคน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเพราะเคยชินจากการเลี้ยงลูก ความห่วงใยอยากดูแล หรือความรู้สึกว่าตัวเองจัดการทุกอย่างได้ดีที่สุด แต่ทราบไหมคะว่าการกระทำแบบนี้อาจส่งผลเสียต่อชีวิตคู่และครอบครัวของเราได้นะ

สังเกตตัวเองดู ว่าทำกับสามีเหมือนเป็นลูกอีกคนหรือเปล่า?

สาวๆ ลองถามตัวเองดูว่าเคยทำแบบนี้บ้างไหม1

  • พูดกับสามีด้วยน้ำเสียงที่ใช้กับลูก ไม่ว่าจะเป็นเสียงเล็กเสียงน้อยเหมือนคุยกับทารก หรือโทนออกคำสั่งเวลาพ่อแม่ดุเด็ก
  • คอยจู้จี้หรือสั่งการให้สามีทำงานบ้านซ้ำๆ
  • จัดการธุระต่างๆ ให้สามี เช่น นัดหมอ ยื่นภาษี ทำบัญชี
  • เลือกเสื้อผ้าให้สามีใส่ในแต่ละวัน หรือเป็นคนซื้อเสื้อผ้าให้สามี
  • มีส่วนร่วมเรื่องสุขภาพของสามีเกินไป เช่น บังคับให้กินผักทุกมื้อ บังคับให้ไปออกกำลังกายทุกวัน คอยเตือนให้กินยาตลอด
  • เป็นคนที่รู้ตารางชีวิตและรายละเอียดยิบย่อยของทุกคนในบ้าน เช่น วันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานของพ่อแม่สามี พรุ่งนี้สามีมีประชุมกับทีมมาร์เก็ตตั้งแต่เช้า
  • คอยตักเตือนสามีเมื่อทำตัวไม่เหมาะสม

หากตอบว่าใช่ซะเยอะ แสดงว่าคุณกำลังปฏิบัติกับสามีเหมือนเป็นลูกแล้วล่ะ!

ทริครับมือสำหรับสาวๆ เมื่อรู้ตัวว่าปฏิบัติกับสามีเหมือนลูก!

ลองคิดดูว่าชีวิตมนุษย์แม่ก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว การมีสามีมาทำตัวเป็นลูกอีกคนก็ยิ่งเป็นการเพิ่มภาระให้ตัวเราเอง นอกจากนี้ยังทำให้สามีเคยตัวและกลายเป็นคนไม่รับผิดชอบ กระทั่งสร้างปัญหาให้ชีวิตคู่และครอบครัวด้วย

1. สามีไม่รู้จักโต…จริงหรือไม่?

ภรรยาหลายต่อหลายคนให้เหตุผลที่ตัวเองต้องคอยจัดการชีวิตให้สามีว่าเพราะตัวสามีเองนั่นแหละที่ทำตัวเป็นเด็ก ไม่รับผิดชอบ ขี้หลงขี้ลืม จนภรรยาต้องคอยพร่ำบอกออกคำสั่งให้ทำโน่นนี่เสมอไป

มีหลายตัวอย่างสุดคลาสสิกที่เราเชื่อว่าสาวๆ หลายคนต่างเคยเจอ ทั้งการที่ต้องคอยจิกคอยย้ำสามีให้ทำงานบ้านหลายต่อหลายครั้ง หรือการคอยเตือนความจำเมื่อมีโอกาสพิเศษ แต่หากตัวภรรยารับทำหน้าที่มาทำเองหมด สามีก็จะติดนิสัยกลายเป็นคนขี้เกียจ ไม่แอ็คทีฟ และไม่จดจำอะไรสักอย่าง เนื่องจากมีภรรยาเป็นเหมือนแม่ (หรือแอปแพลนเนอร์ในร่างคน) ที่จะคอยเตือนอยู่แล้วยังไงล่ะ

ลองปรับมุมมองของตัวเองและเปลี่ยนวิธีปฏิบัติกันดูนะคะ แน่นอนว่าคุณสาวๆ คงไม่อยากเอาสามีมาเป็นลูกอีกคน ดังนั้นเราควรตัดใจยอมล้างมือจากการเข้าไปก้าวก่าย ค่อยๆ ลดการมีส่วนร่วมในสิ่งที่เขาควรจะจัดการด้วยตัวเองได้ และยอมปล่อยให้เขาเรียนรู้จากการผิดพลาด1 เช่น หากสามีลืมไปพบหมอตามเวลาที่นัด ก็ให้เขาโทรไปนัดหมอใหม่ด้วยตนเอง และจดจำความผิดพลาดครั้งนี้ไว้

2. เปลี่ยนโหมดจากแม่กลับมาเป็นภรรยา

ในฐานะผู้หญิง เราถูกปลูกฝังจากสังคมว่าให้ดูแลคนรอบข้างโดยเฉพาะคนในครอบครัวที่เรารัก และเชื่อว่าการแสดงออกด้วยการปฏิบัติจะยิ่งทำให้คนนั้นรู้สึกได้ว่าเรารักและห่วงใจจริงๆ2 นี่จึงเป็นเหตุผลให้ภรรยาหลายคนเผลอดูแลสามีมากเกินไป คือ เอาตัวเองลงไปจัดการทุกอย่างและทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตประจำวันอย่างการทานอาหาร ทานยา แต่งตัว ฯลฯ ขยายไปถึงการกะเกณฑ์เรื่องงานเลยทีเดียว

เมื่อรู้สึกตัวว่ากำลังดูแลสามีมากเกินไปจนแทบจะเป็นแม่ของเขา ถอยหลังมาสักก้าวแล้วเตือนตัวเองว่าคุณคือภรรยาต่างหาก ลองเอาตัวเองออกมาจากสถานการณ์ที่ทำให้ฮอร์โมนแม่พลุ่งพล่าน เช่น ออกจากบ้านที่มีลูกเล็กเพื่อเอาตัวเองออกจากโหมดแม่แล้วไปเจอแก๊งเพื่อนสาวบ้าง หรือชวนสามีออกเดตเพื่อเตือนความทรงจำว่านี่คือผู้ชายที่คุณหลงรักและตัดสินใจสร้างชีวิตคู่ด้วย ไม่ใช่แค่อีกชีวิตในบ้านที่คุณต้องคอยดูแล

3. ลด ละ เลิกนิสัยจู้จี้ขี้บ่น

การจู้จี้ คอยจิกหรือบ่นให้สามีทำอะไร นอกจากจะสร้างความรำคาญในชีวิตคู่แล้ว ยังลดทอนฐานะ “ภรรยา” ของคุณในสายตาของสามีอีกด้วย

เปลี่ยนการจู้จี้ด้วยอารมณ์ ไปเป็นการสนทนาแบบตรงไปตรงมาด้วยการบอกให้สามีช่วยทำอะไร หากเขาบอกปัดก็อย่าเพิ่งฮึดฮัดหรือลุกขึ้นไปทำซะเอง ให้พูดดีๆ ว่าขอให้ทำตอนนี้ได้ไหม โดยเลือกเวลาพูดที่เหมาะสม รวมถึงค่อยๆ บอกให้เขาทำหน้าที่ทีละอย่าง อย่าเพิ่งบ่นและโยนระเบิดงานใส่เขาในคราวเดียว

4. ให้สามีมีหน้าที่รับผิดชอบบ้าง

ผู้หญิงมักรู้สึกว่าตัวเองทำทุกอย่างได้ดีที่สุด แต่การรับหน้าที่ทั้งเลี้ยงลูก งานบ้าน หรือกระทั่งออกไปทำงานสำหรับเหล่าเวิร์กกิ้งมัม นอกจากจะทำให้สามีเคยตัวและติดนิสัยไม่รับผิดชอบแล้ว ยังทำให้คุณเหนื่อยเกินไปด้วย

ยอมปล่อยวางและมอบความรับผิดชอบให้สามีแบบเป็นกิจจะลักษณะ3 อาทิ มอบหมายให้สามีเป็นคนเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก ยกขยะไปทิ้ง ถูบ้าน หรือซักผ้า โดยตัวคุณแม่เองก็ต้องทำใจและพยายามไม่ไปยืนคุมหรือวิจารณ์วิธีของสามี เพราะจะทำให้เขาไม่พอใจ ต่อต้าน หรือแม้แต่ล้มเลิกจนคุณต้องรับงานมาทำเองในที่สุด

อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยกระจายความรับผิดชอบ คือการทำตารางของทั้งครอบครัว หาตำแหน่งที่เห็นง่ายๆ แล้วให้ทุกคนเขียนสิ่งที่ตนต้องทำ เช่น ให้ลูกเขียนวันส่งโครงงาน พ่อเขียนเรื่องงาน หรือแม่เขียนเตือนงานบ้านที่ตัวเองและพ่อต้องทำ แค่นี้คุณแม่ก็จะไม่ต้องเป็นคนคอยจู้จี้และจดจำเรื่องของสมาชิกครอบครัวเพียงคนเดียว1 แต่ทุกคนจะรู้หน้าที่ของตนเองและสามารถเตือนความจำกันและกันได้อีกด้วย

5. ทำให้สามีรู้สึกมีค่า

ลองถามความคิดเห็นจากเขาอย่างพอดีแทนที่จะตัดสินใจทุกเรื่องด้วยตัวเองหมด แสดงความภูมิใจในตัวสามี และพูดขอบคุณหรือชมเชยเมื่อเขาทำดี ไม่ว่าจะเป็นการช่วยงานบ้านหรือเลี้ยงลูก การทำแบบนี้จะทำให้สามีรู้สึกดีว่าตัวเองมีค่า มีคนเห็นความสำคัญ4 และยังเป็นเหมือนแรงเสริมเชิงบวก (Positive Reinforcement) ที่จะทำให้เขาอยากทำสิ่งนั้นต่อไป เรียกได้ว่าวิน-วินกันทั้งสองฝ่าย

6. เคารพซึ่งกันและกัน

การไม่ยอมยกความรับผิดชอบให้สามีทำ ก็เหมือนการไม่ยอมรับว่าสามีไม่มีความสามารถพอที่จะทำหน้าที่ใดได้1 แต่อย่าลืมว่าการแต่งงานก็เหมือนการแชร์ทุกอย่าง ชีวิตคู่ที่ดีคือชีวิตคู่ที่ทั้งสองฝ่ายมีความเท่าเทียมกัน และพร้อมที่จะแบ่งปันซึ่งกันและกัน

ลองถามตัวเองเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมคุณถึงรับทุกอย่างมาทำคนเดียว ถ้ามีอะไรที่คุณไม่ชอบใจหรืออยากให้เปลี่ยนแปลง ก็ควรหันหน้ามาคุยกับสามี หลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์ คำพูดโจมตีหรือกล่าวโทษกัน ให้เน้นที่ผลลัพธ์จากสิ่งที่อยากให้เปลี่ยนแปลงจะดีกว่า

การใช้ชีวิตคู่ของชายหญิงเป็นเรื่องท้าทายของสองเพศที่มีนิสัยแตกต่าง ในขณะที่ฝั่งภรรยาเป็นชาวระเบียบจัด ฝั่งสามีส่วนใหญ่ก็ชอบอะไรที่สบายๆ ไม่ซับซ้อน แต่ในทางเดียวกัน ชายหญิงก็เหมือนหยินหยางที่มีบาล๊านซ์ที่เหมาะสมกัน…

ชีวิตคู่ควรมีความเท่าเทียมกันของสองฝ่าย โดยเฉพาะเมื่อมีลูกซึ่งจะต้องมีความเสียสละเกิดขึ้นมากมาย ทั้งสองจึงควรหันมาประนีประนอมเพื่อสร้างชีวิตครอบครัวที่สมดุล ด้วยการให้ความรัก ความเชื่อใจ และเคารพซึ่งกันและกันในฐานะสามีและภรรยานะคะ

อ้างอิงจาก

  1. Sheri Stritof, Parenting Your Spouse: It’s Not OK, Very Well Mind, 13 Apr 2018, https://www.verywellmind.com/parenting-your-spouse-is-not-okay-2302899
  2. Sarah Jio, Do you mommy your husband?, CNN, 30 Apr 2008, http://edition.cnn.com/2008/LIVING/personal/04/30/mommy.husbands/index.html
  3. Laura Lifshitz, 4 Sad Signs A Woman Is Treating Her Husband Like A Child — Not A Spouse, YourTango, 11 Oct 2017, https://www.yourtango.com/2015280426/do-you-parent-your-partner
  4. Greg Smalley, How to Treat Your Husband Like a Man, iMOM, http://www.imom.com/how-to-treat-your-husband-like-a-man/#.WvKiSKSFPIV
Tags

You Might also Like

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Trending