LOADING

Type to search

ไขคำตอบการคลอดธรรมชาติแบบละเอียดยิบ! เจ็บมากไหม? ขั้นตอนเป็นอย่างไร?

Share
คลิกเพื่อแชร์

การเลือกวิธีคลอดคงเป็นเรื่องหนักใจของคุณแม่หลายคน เนื่องจากในปัจจุบันมีวิธีการคลอดลูกหลากหลายรูปแบบมาก โดยวิธีที่พูดถึงกันมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นการคลอดลูกแบบธรรมชาติ เพราะเชื่อกันว่าการเป็นการคลอดลูกที่ปลอดภัยที่สุดในบรรดาการคลอดลูกทั้งหมดแล้ว

สำหรับคนที่อยากรู้ว่าการคลอดธรรมชาติขั้นตอนเป็นอย่างไร แล้วจะดีกว่าการผ่าคลอดหรือไม่ วันนี้ My Honey Bun ได้เตรียมข้อมูลมาอธิบายขั้นตอนการคลอดธรรมชาติอย่างละเอียดให้คุณแม่ๆ ได้ฟังกันแล้วค่ะ

ขั้นตอนการคลอดธรรมชาติเป็นอย่างไร?

คลอดธรรชาติ-แพทย์ตรวจ
  1. ตรวจเบื้องต้น
    เมื่อคุณแม่เริ่มเจ็บท้องคลอดหรือเริ่มรู้สึกถึงการหดรัดตัวของมดลูก พยาบาลจะตรวจร่างกายและสภาวะต่างๆ ของคุณแม่ในเบื้องต้นก่อน เช่น อัตราการเต้นของชีพจร ความดันโลหิต การหายใจ และอุณหภูมิในร่างกาย เป็นต้น หลังจากนั้นพยาบาลจะทำการทดสอบสภาวะของทารกในครรภ์ เพื่อหาว่ามีสัญญาณภาวะทารกคลอดยาก หรือภาวะอันตรายอื่นๆ หรือไม่

    พยาบาลจะแนะนำให้คุณแม่ปัสสาวะบ่อยครั้ง เพื่อเคลียร์ให้กระเพาะปัสสาวะว่าง แต่คุณแม่ไม่ต้องห่วงหรือเครียดไปจนไม่กล้าดื่มน้ำนะคะ เพราะระหว่างนี้ คุณแม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้ตามปกติ1 นอกจากนี้ ขณะรอขั้นต่อไป พยาบาลอาจสอนให้คุณแม่ฝึกกำหนดการหายใจให้ช้ากว่าปกติ เพื่อเป็นเทคนิคช่วยผ่อนคลายตัวคุณแม่เอง ไม่ให้กดดันเกินไปในขณะคลอด
  2. ยืนยันการคลอด
    การตรวจในขั้นตอนก่อนหน้านี้ เป็นเพียงการตรวจหาว่าคุณแม่นั้นพร้อมคลอดน้องแล้วจริงหรือไม่ เพราะหากเป็นแค่อาการปวดท้องทั่วไป แพทย์ก็อาจแนะนำให้กลับบ้านไปก่อน หรือรับการรักษาอื่นๆ ตามอาการ

    หากผลตรวจแสดงผลอออกมาว่าคุณแม่พร้อมคลอดทารกแล้ว แพทย์ก็จะทำการตรวจปากมดลูกเพิ่มเติม เพื่อสังเกตหาการเปิดของปากมดลูกและการขยายตัวของปากมดลูก ที่เป็นข้อบ่งชี้ว่าร่างกายคุณแม่เริ่มแสดงอาการของการคลอด จากนั้นแพทย์จะยืนยันการคลอด เพื่อให้คุณแม่ ทีมแพทย์ และพยาบาลได้เตรียมพร้อมในขั้นตอนต่อไป คลอดธรรชาติ-ตรวจน้ำคร่ำ
  3. เฝ้าสังเกตสัญญาณคลอด
    ถึงแพทย์จะยืนยันแล้วว่าคุณแม่พร้อมคลอดลูกน้อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณแม่จะเบ่งน้องออกมาได้เลยนะคะ เพราะแพทย์จะต้องทำเฝ้าสังเกตสัญญาณบ่งชี้การคลอดต่อไปอีก เพื่อดูร่างกายของคุณแม่ว่าพร้อมคลอดทารกอย่างเหมาะสมเมื่อไหร่ โดยประเมินจากการเปลี่ยนแปลงการหดรัดและการขยายตัวของปากมดลูก พร้อมทั้งตรวจสอบหาสภาวะแทรกซ้อนของทารกในครรภ์ทุก 4 ชั่วโมง เพื่อสังเกตสีของน้ำคร่ำ และการเคลื่อนลงต่ำของศีรษะทารก ที่เป็นต้วบ่งชี้ว่าเจ้าตัวน้อยพร้อมออกมาดูโลกแล้วนั่นเอง


  4. เริ่มการเบ่งให้ศีรษะของทารกโผล่ออกมา
    หลังการเฝ้าสังเกต หากแพทย์มั่นใจแล้วว่าปากมดลูกของคุณแม่ขยายตัวเต็มที่ พร้อมจะให้ลูกรักออกมาดูโลกแล้ว แพทย์จะเริ่มจัดให้คุณแม่อยู่ในท่าที่เหมาะสม พร้อมกับเชียร์ หรือกระตุ้นให้คุณแม่เริ่มออกแรงเบ่งทารก

    พอคุณแม่เริ่มเบ่งทารกแล้ว มดลูกจะเกิดการหดตัวเล็กน้อยเพื่อเป็นแรงส่งให้เบ่งทารกคลอดออกมาได้ง่ายขึ้น ซึ่งแรงเบ่งดังกล่าวจะส่งผลให้มดลูกของคุณแม่นั้นแข็งแรงและทรงพลังมากๆ ในขณะเดียวกัน ระหว่างนี้ คุณแม่จะรู้สึกถึงแรงกดบริเวณช่วงหลังส่วนล่าง เนื้อเยื่อช่องคลอด (Perineum) และทวารหนักด้วย1

    หลังจากนั้น แพทย์หรือทีมแพทย์จะค่อยๆ ใช้นิ้วมือ จัดท่าทางศีรษะของทารกให้อยู่ในท่าที่ถูกต้อง และจากแรงเบ่งของคุณแม่ ศีรษะของทารกจะเริ่มโผล่ออกมา ทำให้คุณแม่เริ่มรู้สึกตึงและแสบร้อนบริเวณปากมดลูก โดยหากคุณแม่ไม่สามารถออกแรงเบ่งทารกให้ศีรษะโผล่ออกมาได้ แพทย์อาจต้องใช้เครื่องมือทางการแพทย์อย่างเครื่องดูดสุญญากาศ หรือคีมแพทย์เพื่อช่วยให้ศีรษะของทารกโผล่ออกมาชัดเจนมากขึ้น คลอดธรรชาติ-เบ่งคลอด
  5. เบ่งคลอด
    เมื่อศีรษะของลูกเริ่มโผล่ออกมาชัดเจนมากขึ้นแล้ว ทีมแพทย์จะสังเกตหาการพันของสายสะดือบริเวณรอบคอและศีรษะของทารก และหากพบเจอ แพทย์จะจัดการคลายและตัดสายสะดือออกให้หมดก่อนที่ร่างกายส่วนลำตัวของทารกจะถูกคลอดออกมา

    การออกแรงเบ่งคลอดลำตัวทารกเป็นขั้นตอนที่ไม่ยากเลย เพราะอาศัยเพียงการหดรัดตัวเบาๆ ของมดลูก แค่นี้ลูกน้อยคนเก่งก็สามารถออกมาดูโลกภายนอกได้แล้ว


  6. ขับรกออก
    เมื่อลูกน้อยออกมา คุณแม่ก็คงชื่นใจอย่างที่สุด แต่ขั้นตอนยังไม่หมดเสียทีเดียว เพราะคุณแม่ยังต้องออกแรงขับรกที่เหลือจากภายในครรภ์ออกมาด้วยเช่นกัน แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะการขับรกออกมาใช้แรงเบ่งเพียงนิดเดียวเท่านั้น ง่ายกว่าการเบ่งคลอดเจ้าตัวเก่งเยอะเลย
คลอดธรรชาติ-เด็กแรกเกิด

หากผ่านกระบวนการที่กล่าวข้างต้นมาแล้ว ก็เรียกได้ว่าขั้นตอนการคลอดธรรมชาตินั้นเสร็จสมบูรณ์ เพราะหลังจากคุณแม่ขับรกออกมาหมด แพทย์ก็จะทำการตรวจร่างกายคุณแม่เพิ่มเติมอีกเพียงเล็กน้อย เช่น ตรวจความสมบูรณ์ของรก ตรวจการหดตัวของมดลูกเพื่อห้ามเลือดที่ไหลจากการดึงขาดของรก และตรวจหาสภาวะเลือดไหลจากการฉีกของมดลูกและช่องคลอด เป็นต้น โดยเวลาคลอดลูกตั้งแต่เริ่มจนจบขั้นตอนจะใช้เวลาทั้งหมด 13 ชั่วโมง สำหรับคนคลอดลูกเองเป็นครั้งแรก และลดเหลือ 8 ชั่วโมงหากคุณแม่เคยมีประสบการณ์การคลอดมาก่อน1

คลอดธรรมชาติเจ็บมากไหม? หากทนไม่ไหวต้องทำอย่างไร?

คุณแม่บางคนอาจกังวลเรื่องความเจ็บมาก จนลังเลว่าจะผ่าคลอดดีไหม เพราะไม่รู้ว่าต้องเตรียมมือรับความเจ็บปวดขนาดไหนกันแน่ แถมอัตราความปวดก็ไม่สามารถระบุชัดได้อีกต่างหาก วันนี้ My Honey Bun มีคำตอบค่ะ

คลอดธรรชาติ-แม่ออกแรงเบ่ง

การคลอดลูกแบบธรรมชาติอาจก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดมากกว่าที่บางคนจินตนาการไว้ เพราะการฉีกของช่องคลอดจะแตกต่างกันไปตามแต่บุคคล ทำให้เจ็บปวดมากน้อยต่างกันไป โดยการฉีกขาดของช่องคลอดแบ่งออกได้ 5 ระดับดังนี้

  • การฉีกขาดบริเวณท่อปัสสาวะ (Periurethral tears) แผลสามารถหายได้เอง อาจต้องเย็บหากมีเลือดไหล ไม่ส่งผลต่อการปัสสาวะ แต่หากมีอาการบวม อาจต้องใช้ท่อระบายน้ำกระเพาะปัสสาวะในช่วงแรกๆ
  • การฉีกขาดของผิวหนังบริเวณฝีเย็บ (First-degree lacerations) และเยื่อบุช่องคลอด แต่ไม่ถึงชั้นกล้ามเนื้อของฝีเย็บ2 หากมีเลือดไหล จะเย็บด้วยไหมละลาย
  • การฉีกขาดของชั้นกล้ามเนื้อ (Second-degree laceration) แต่ไม่ถึงบริเวณรูทวารหนัก เป็นการฉีกขาดที่ลึกกว่าแบบด้านบน เย็บแผลได้โดยใช้ไหมละลายชนิดยาว พบได้ทั่วไปในการคลอดธรรมชาติ
  • การฉีกขาดถึงบริเวณหูรูดรูทวารหนัก (Third-degree laceration) การเย็บจะมุ่งไปที่การทำให้หูรูดรูทวารกลับมาเป็นเหมือนเดิม คุณแม่ต้องรับยาปรับให้อุจจาระนุ่มลงและเหลวขึ้น เพื่อลดปัญหาอาการท้องผูกที่จะมีปัญหาต่อแผลเย็บ และส่งผลให้เจ็บปวดแผล ซึ่งบางรายอาจปวดมากจนต้องใช้ยาระงับปวด
  • การฉีกขาดของเยื่อบุลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง (Fourth-degree laceration) เป็นการฉีกขาดที่ลึกที่สุด3 ต้องเย็บหลายชั้น ใช้เวลารักษานาน และอาจต้องเย็บเพิ่มเพื่อซ่อมแซมแผลอีกหลายครั้ง ทำให้ปวดมากจนต้องรับยาแก้ปวดที่ออกฤทธิ์แรงขึ้น และต้องใช้ยาปรับอุจจาระเพื่อเลี่ยงปัญหาเช่นเดียวกับการฉีกขาดด้านบน โดยแพทย์จะนัดดูอาการอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้มั่นใจว่าแผลได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมดีแล้ว
คลอดธรรชาติ-คุณแม่ท้อง

จากข้อมูลข้างต้นนี้ คุณแม่ก็พอเข้าใจแล้วใช่ไหมคะว่าการเจ็บปวดที่ปรากฏของแต่ละเคสนั้นอาจแตกต่างกันออกไป ดังนั้น หากคุณแม่ท่านใดรู้สึกว่าทนอาการเจ็บระหว่างการคลอดธรรมชาติไม่ไหว ก็สามารถแจ้งขอรับยาแก้ปวดจากแพทย์ได้เลย อย่าลังเลในการขอความช่วยเหลือ ไม่ต้องกังวล หรือฝืนตัวเองจนเจ็บมากเกินไปนะคะ เพราะเหตุการณ์แบบนี้เป็นเรื่องปกติที่เข้าใจได้4 และทีมแพทย์ก็เตรียมพร้อมรับมือไว้อย่างดีแล้วค่ะ

อ้างอิงจาก

  1. Birthing Types, Virtual Medical Centre, 17 Aug 2017, https://www.myvmc.com/pregnancy/birthing-types/#C2
  2. พญ. จิตรลดา คำจริง, แผลฉีกขาดบริเวณฝีเย็บที่เกิดจากการคลอด (ObstetricPerineal Laceration), ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 19 มี.ค. 2015, http://www.med.cmu.ac.th/dept/obgyn/2011/index.php?option=com_content&view=article&id=1103:obstetricperineal-laceration&catid=45&Itemid=561
  3. Jennifer Lincoln, MD, IBCLC, Board Certified OB/GYN, 5 types of vaginal tears from giving birth and what they mean, Bundoo, https://www.bundoo.com/articles/5-types-of-vaginal-tears-from-giving-birth-and-what-they-mean/
  4. Natural Childbirth, KidsHealth, Oct 2016, https://kidshealth.org/en/parents/natural-childbirth.html
Tags:

You Might also Like

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Trending