LOADING

Type to search

ทำไมลูกร้องไห้? 9 เหตุผลยอดฮิตที่ลูกร้องไห้!

Share
คลิกเพื่อแชร์

เนื่องจากยังพูดไม่ได้ การร้องไห้จึงเป็นหนึ่งในวิธีที่ทารกใช้สื่อสารกับพ่อแม่ แต่สาเหตุที่ทำให้ทารกร้องไห้นั้นก็มีหลายประการ วันนี้ My Honey Bun จึงขอรวบรวม “การสื่อสาร” ยอดฮิต 9 ลำดับแรกที่ทำให้เด็กร้องไห้งอแงมากที่สุด เพื่อช่วยพ่อแม่ให้รับมืออย่างถูกวิธีกันค่ะ

  1. “หนูหิว”

สาเหตุแรกที่ทำให้ทารกร้องไห้คือความหิวนั่นเอง โดยทารกแรกเกิดและเด็กที่ทานนมแม่จะยิ่งหิวบ่อยกว่าเด็กที่ทานนมผง ความหิวมักมีสัญญาณร่วมอย่างการหันศีรษะไปมา อ้าปากรอ และนำมือตัวเองมาจับปาก

วิธีแก้: ให้นมลูกทันทีเมื่อลูกร้องขอ (หรือเมื่อมีสัญญาณข้างต้น) เนื่องจากเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงไม่ควรเข้มงวดและกะเกณฑ์เรื่องเวลาทานนมเกินไปนัก

ทารกร้องไห้_reasons_babies_cry_myhoneybun_2
  1. “หนูง่วงนอน”

ลองสังเกตสัญญาณว่าลูกเริ่มง่วง อย่างการหาว ขยี้ตา ทำเสียงหงุดหงิดรำคาญ จ้องจุดใดจุดหนึ่งด้วยสายตาว่างเปล่า หรือแม้แต่เงียบไปเฉยๆ

วิธีแก้: พาลูกเข้านอนในสถานที่ที่คุ้นเคย พยายามสร้างบรรยากาศให้เงียบและมีแสงน้อย ก่อนกล่อมลูกจนหลับ อาจใช้ร่วมกับเสียงซ้ำๆ เพื่อทำบรรยากาศให้เหมือนในครรภ์ เช่น ทำเสียงชู่กล่อม ใช้เครื่องไวท์นอยซ์1 หรือกล่อมบนเก้าอี้โยก เปลไกว เป็นต้น

ทารกร้องไห้_reasons_babies_cry_myhoneybun_3
  1. “ผ้าอ้อมหนูเลอะ”

เช็กผ้าอ้อมลูกว่าถึงเวลาเปลี่ยนหรือยัง โดยเด็กบางคนจะงอแงทันทีที่ปัสสาวะหรืออุจจาระ ในขณะที่บางคนสามารถทนต่อได้อีกหลายชั่วโมง

วิธีแก้: หมั่นเช็กและเปลี่ยนผ้าอ้อมทุก 2 – 3 ชั่วโมง หรือทุกครั้งที่ลูกถ่ายหนัก พร้อมคอยสังเกตว่าลูกเป็นผื่นผ้าอ้อมที่ทำให้ไม่สบายตัวหรือไม่

ทารกร้องไห้_reasons_babies_cry_myhoneybun_4
  1. “กอดหนูหน่อย”

เด็กแรกเกิดจะยังปรับตัวกับชีวิตนอกครรภ์ไม่ค่อยได้ และมักงอแงเมื่อถูกปล่อยให้อยู่คนเดียวหรือไม่ได้รับการสัมผัสอย่างเพียงพอ

วิธีแก้: ปลอบและกอดให้ลูกสบายใจ อาจใช้วิธีเนื้อแนบเนื้อ (Skin-on-Skin Contact) หรือใช้ผ้าหรือเป้อุ้มลูกให้แนบชิดตัวอยู่เสมอ (Babywearing) การกระทำแบบนี้นอกจากจะทำให้ลูกสงบลงจากการได้ดมกลิ่น ได้ยินเสียง และได้สัมผัสความอบอุ่นจากแม่หรือพ่อแล้ว1 ก็ยังจะช่วยสร้างสัมพันธ์ที่ดี ทำให้มีความสุขกันทั้งสองฝ่ายด้วย

พ่อแม่สามารถตอบสนองความต้องการลูกในช่วง 6 เดือนแรกได้ทันทีโดยไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นการโอ๋ลูกเกินไปหรือทำให้เด็กเสียคน2 เพราะทารกยังไม่เข้าใจเรื่องการสปอยล์ หากแต่ต้องการความมั่นใจว่าพ่อแม่จะดูแลและช่วยเหลือตนได้เสมอ การแกล้งทำเป็นไม่ใส่ใจจึงไม่มีผลดีต่อทารกนะคะ

ทารกร้องไห้_reasons_babies_cry_myhoneybun_5
  1. “หนูร้อนไป / หนูหนาวไป”

ทารกร้องไห้เพราะอาจไม่สบายตัวด้วยอุณหภูมิที่ร้อนหรือหนาวเกินไป ลองสังเกตได้ด้วยการสัมผัสที่หน้าท้องของลูกหรือดูว่าลูกเหงื่อแตกไหม (ไม่ควรวัดจากการจับแขนหรือขาลูก ซึ่งมักจะเย็นกว่าส่วนอื่นของร่างกาย)

วิธีแก้: ปรับอุณหภูมิห้องให้เหมาะสม หรือเปลี่ยนเครื่องแต่งกายให้ลูก โดยให้ถือคติว่าทารกมักขี้หนาว แต่ควรมีชั้นเสื้อผ้ามากกว่าพ่อแม่เพียงชั้นเดียวเท่านั้น จึงไม่ควรใส่อุปกรณ์กันหนาวให้ลูกมากจนเกินไป1

ทารกร้องไห้_reasons_babies_cry_myhoneybun_6
  1. “หนูไม่สบายตัว”

นอกจากปัจจัยด้านอุณหภูมิ ลูกอาจไม่สบายตัวเพราะมีแก๊สในกระเพาะ หรือมีอะไรไปสร้างความรำคาญหรือเจ็บปวดที่บริเวณผิวหนัง เช่น ป้ายเสื้อผ้า มีเส้นผมไปรัดตามนิ้ว รองเท้า-ถุงมือคับไป โดนมดกัด เป็นต้น

วิธีแก้: ช่วยให้ทารกเรอทุกครั้งหลังกินนมด้วยการจับลูกวางบนบ่าแล้วนวดหรือตบหลังเบาๆ หรือให้ลูกนอนหงายแล้วจับขาทำท่าปั่นจักรยานแบบเบาๆ3 จะเป็นการช่วยไล่ลมได้ดี นอกจากนี้ยังอาจลองให้นมด้วยท่าที่ทารกนั่งหรือยืนเพื่อลดลมในท้อง1

หากลูกยังแสดงอาการอึดอัดหรืองอแง ลองถอดเสื้อผ้าแล้วเช็กตามตัวลูกอย่างละเอียดว่ามีอะไรไปทำให้ลูกไม่สบายตัวหรือไม่

ทารกร้องไห้_reasons_babies_cry_myhoneybun_7
  1. “ฟันหนูขึ้น”

โดยเฉลี่ยแล้ว ฟันซี่แรกจะขึ้นเมื่อทารกมีอายุ 4 – 7 เดือน3 ทำให้เด็กเจ็บปวดและรำคาญเพราะฟันซี่แข็งๆ กำลังแทงเหงือกขึ้นมา

วิธีแก้: ลองใช้นิ้วจับที่เหงือกลูก หากเจอก้อนแข็งๆ แสดงว่าฟันลูกกำลังขึ้น พ่อแม่สามารถช่วยบรรเทาความเจ็บปวดด้วยการนวดเหงือกหรือให้ลูกใช้ยางกัด ดูดนิ้วพ่อแม่ หรือจุกนมก็ได้4

ทารกร้องไห้_reasons_babies_cry_myhoneybun_8
  1. “หนูเป็นโคลิค!”

ลูกอาจร้องไห้แบบไม่มีสาเหตุ หรือที่เรียกกันว่าอาการโคลิค โดยเด็กจะหงุดหงิดและร้องไห้ยาวเป็นเวลานานหลายชั่วโมง มักงอแงในช่วงบ่ายหรือกลางคืน มีอาการกำมือแน่น และปลอบอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่คาดว่ามาจากปัญหาทางกระเพาะอาหารหรือลำไส้เด็ก หรือทารกอาจแพ้สารใดในนมแม่หรือนมผงก็ได้

วิธีแก้: ลองแก้ปัญหาด้วยการลดแก๊สในระบบย่อยอาหารโดยการช่วยให้ลูกเรอหรือผายลม

อาการโคลิคไม่มีอันตรายและไม่ได้ทำให้เด็กเจ็บปวด (ต่างจากสีหน้าของลูกที่ดูทรมานมาก) และมักหายไปเองภายในอายุ 3 เดือน แต่หากพ่อแม่ยังรู้สึกเป็นกังวล อาจพาลูกเข้าปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจร่างกายได้ค่ะ

ทารกร้องไห้_reasons_babies_cry_myhoneybun_9
  1. “หนูไม่สบาย”

หากไล่ตามเช็กลิสต์แล้วยังไม่สามารถระบุปัญหาได้ ลองสังเกตดูว่าลูกมีอาการที่แตกต่างไปไหม เช่น มีโทนเสียงร้องไม่เหมือนเดิม ร้องถี่ขึ้นหรือดังกว่าเดิม หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย อาทิ มีไข้ ท้องเสีย ท้องผูก อาเจียน หายใจติดขัด ฯลฯ

วิธีแก้: พาลูกไปพบแพทย์ทันที

เมื่อทารกร้องไห้หนักๆ คนเป็นพ่อเป็นแม่คงเครียดและกังวลมากเป็นเรื่องธรรมดา แต่เราขอย้ำอีกทีว่านี่เป็นเพียงวิธีสื่อสารหนึ่งของทารก พ่อแม่จึงควรทำความเข้าใจและตอบสนองความต้องการของลูกเป็นอย่างๆ ไป โดยพยายามไม่น้อยใจหรือรู้สึกว่าลูกเกลียดตนเอง นอกจากนี้ ต้องห้ามเผลออารมณ์เสียแล้วเขย่าตัวเด็กเด็ดขาด เนื่องจากจะอาจส่งผลเสียต่อสมองอย่างถาวรได้

อ้างอิงจาก

  1. Seven reasons babies cry and how to soothe them, BabyCentre, Mar 2015, https://www.babycentre.co.uk/a536698/seven-reasons-babies-cry-and-how-to-soothe-them
  2. ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย, คู่มือสำหรับพ่อแม่เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการดูแลและพัฒนาเด็ก ตอน วัยเด็กเล็ก 0-3 ปี, http://www.thaipediatrics.org/pages/News/Detail/23/165
  3. 12 reasons babies cry and how to soothe them, BabyCenter, Sep 2016, https://www.babycenter.com/0_12-reasons-babies-cry-and-how-to-soothe-them_9790.bc
  4. Christin Perry, 11 Reasons Why Babies Cry—And How To Soothe Their Tears, The Bump, Dec 2017, https://www.thebump.com/a/why-do-babies-cry
Tags:

You Might also Like

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Trending