LOADING

Type to search

พ่อแม่ขอยึดคืนพื้นที่! ด้วย 5 ขั้นตอนช่วยแยกห้องนอนกับลูก

Share
คลิกเพื่อแชร์
 

ทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน อยากมีเวลาส่วนตัวพักผ่อนบนเตียงนุ่มๆ ก็ทำไม่ค่อยได้ เพราะอะไรน่ะเหรอคะ? ก็เจ้าตัวเล็กที่มานอนเบียดบนเตียงของคุณพ่อคุณแม่ด้วยยังไงล่ะ ทั้งมีพลังงานล้นเหลือไม่ยอมหลับง่ายๆ ทั้งนอนดื้นจนเอาเท้ามาฟาดหน้ากลางดึก แถมยังร่าเริงตื่นขึ้นมาปลุกเราแต่เช้าอีกล่ะ ไม่ไหวๆ อย่างนี้พ่อแม่ยกมือขอแยกห้องนอนกับลูกด่วน!

การตัดสินใจแยกห้องนอนกับลูกถือเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละบ้าน บางครอบครัวอาจชอบนอนรวมกันหลายคน ในขณะที่บางครอบครัวอาจแยกลูกออกไปนอนห้องตัวเองตั้งแต่ยังเล็ก ประเด็นนี้ยังมีปัจจัยอื่นมาเกี่ยวข้องมากมาย อาทิ สถานที่ วัฒนธรรม หรือสุขภาพ (เช่น ไม่มีห้องเหลือสำหรับเด็กหรือพ่อแม่สูบบุหรี่ไม่ควรนอนกับลูก) ดังนั้นการแยกห้องนอนกับลูกจึงเป็นเรื่องที่คุณพ่อและคุณแม่ต้องหันหน้ามาคุยและตกลงกันเพื่อให้ตรงกับความต้องการของทั้งสองฝ่ายนะคะ

ไม่มีอายุที่กำหนดตายตัวว่าเด็กควรแยกห้องนอนกับพ่อแม่เมื่อไร แต่ผู้เชี่ยวชาญต่างลงความเห็นว่ายิ่งปล่อยนานไปจะยิ่งแยกห้องได้ยากขึ้นตามไปด้วย พ่อแม่จึงควรสังเกตตัวเองและลูกว่าพร้อมเมื่อไรค่ะ

แยกห้องนอนดียังไง?

เหตุผลที่สำคัญที่สุดในการแยกห้องนอนกับลูกคือการที่ทั้งพ่อแม่และลูกได้นอนหลับสนิทค่ะ โดยยังช่วยให้สามีภรรยามีกิจกรรมบนเตียงแบบไม่ต้องตะขิดตะขวงใจ (บางคู่รู้สึกว่าเตียงนี้เป็นของ “ครอบครัว” ไม่ใช่ที่จู๋จี๋) แถมยังรู้สึกมีเวลาส่วนตัวเป็นของตัวเองมากขึ้นด้วย

การแยกห้องนอนยังมีประโยชน์อย่างมากกับตัวลูกเอง ยกตัวอย่างเช่น

  • ลูกมั่นใจในตัวเอง เด็กจะเกิดความภาคภูมิใจเพราะรู้สึกว่าตนเองเก่งที่สามารถนอนในห้องคนเดียวได้ เมื่อตื่นมากลางดึกก็สามารถหลับเองได้ และยังทำสิ่งที่เพื่อนที่โรงเรียนในวัยเดียวกันทำได้อีกด้วย1
  • ลูกพึ่งพาตัวเองได้ ลูกรู้สึกว่าไม่ต้องพึ่งพ่อแม่ในการกล่อมให้หลับหรือคอยเฝ้าระวัง “สัตว์ประหลาด” ที่ตัวเองเคยกลัว
  • ลูกดูแลตัวเองได้ เมื่อโตขึ้น ลูกจะเริ่มมีกิจกรรมที่ต้องอยู่ห่างจากพ่อแม่ เช่น ไปนอนค้างบ้านเพื่อนหรือเข้าค่าย หากลูกนอนกับพ่อแม่จนถึงวัยนี้ อาจทำให้ลูกกังวลหรือไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้ได้1
  • ลูกมีลักษณะนิสัยที่ดี การนอนแยกห้องช่วยฝึกสร้างกิจวัตรประจำวันให้กับลูกได้เป็นอย่างดี เพราะร่างกายเด็กจะเริ่มมีตารางในการเข้านอน-ตื่นนอน รวมทั้งยังเป็นโอกาสให้พ่อแม่สร้างนิสัยดีๆ ให้ลูกได้อีกด้วย อาทิ การเก็บที่นอน จัดห้อง ทำความสะอาด
  • ลูกเห็นตัวอย่างของความสัมพันธ์ที่ดี เด็กจะเริ่มเข้าใจว่าพ่อแม่เป็นคู่รักที่ต้องการเวลาส่วนตัว และเมื่อพ่อแม่มีความสัมพันธ์ที่ดี ก็จะกลายเป็นตัวอย่างและรากฐานของความสัมพันธ์ระหว่างลูกกับผู้อื่นในอนาคต

5 ขั้นตอนช่วยแยกห้องนอนกับลูก

1. ดูโอกาสที่เหมาะสมและตกลงกับลูก

สังเกตความพร้อมของลูกว่าจะแยกห้องได้เมื่อไร โดยดูแบบล่วงหน้า ตั้งแต่ว่าเด็กคนนี้น่าจะพร้อมนอนคนเดียวเมื่ออายุเท่าไร (เด็กบางคนอาจชอบความเป็นส่วนตัว ในขณะที่เด็กบางคนขี้กลัวและขี้กังวลจนไม่กล้าอยู่คนเดียว) และดูในปัจจุบัน ว่าจะเลือกวันเริ่มต้นวันไหนดี โดยส่วนใหญ่มักจะเลือกวันศุกร์เสาร์ที่พ่อแม่และเด็กไม่ต้องตื่นแต่เช้าในวันรุ่งขึ้น หรือวันที่ลูกไปเที่ยวกลับมาเหนื่อยๆ ซึ่งจะช่วยให้เด็กหลับง่ายกว่าปกติ

หลังจากนั้น ให้ทำการตกลงกับลูกว่าวันนี้จะเป็นวันที่เค้าต้องเริ่มนอนคนเดียว ขั้นตอนนี้สำคัญนะคะ เพราะเด็กอาจไม่เข้าใจและไม่พอใจว่าทำไมตัวเองถึงต้องแยกออกมานอนคนเดียว2 พ่อแม่จึงต้องค่อยๆ อธิบายเหตุผลที่เด็กเข้าใจได้ เช่น “เพื่อนร่วมชั้นของหนูเค้านอนคนเดียวกันหมดแล้ว หนูไม่อยากเป็นคนเก่งเหมือนเพื่อนเหรอคะ” หรืออาจหลอกล่อเล็กๆ ว่า “ห้องนี้มีของเล่นหนูเต็มไปหมดเลย เหลือแค่ต้องให้หนูมานอนกับพี่ๆ ตุ๊กตานะ”

2. ทำห้องลูกให้น่าอยู่ = นอนสบาย + รู้สึกปลอดภัย

สร้างสภาพแวดล้อมในห้องของลูกให้น่าอยู่ และที่สำคัญที่สุด คือทำให้เด็กรู้สึกว่าปลอดภัย3 เช่น
  • ถามลูกว่ามีอะไรในห้องที่ทำให้ลูกกลัวและนำของชิ้นนั้นออกไป อีกทั้งลองปิดไฟแล้วดูด้วยตัวเอง ว่ามีสิ่งของอะไรที่ทำให้เกิดเงารูปร่างน่ากลัวบ้างไหม
  • หาตุ๊กตาและผ้าห่มนุ่มๆ มาให้ลูกกอดนอนเพื่อสร้างความรู้สึกสบายและอุ่นใจ
  • หากลูกกลัวความมืด ให้เปิดไฟไนท์ไลท์สวยๆ ทิ้งไว้
  • หากลูกต้องการ อาจเปิดเพลงเบาๆ คลอไว้ให้ลูกผ่อนคลายและไม่รู้สึกว่าห้องเงียบเกินไป
  • ฉีดสเปรย์กลิ่นธรรมชาติบนหมอน เช่น กลิ่นลาเวนเดอร์ แล้วบอกว่าสเปรย์นี้จะช่วยให้ลูกหลับสบาย

3. ให้ลูกคิดอะไรก่อนนอน

การนอนอยู่เงียบๆ มืดๆ คนเดียวอาจทำให้ลูกเริ่มคิดถึงอะไรน่ากลัว ซึ่งจะยิ่งพาลให้เด็กนอนไม่หลับ3 พ่อแม่จึงควรช่วยด้วยการหาเรื่องดีๆ ให้ลูกได้นอนคิดจนหลับไป อาจทำด้วยการเล่านิทาน หรือให้ลูกจินตนาการถึงดินแดนในฝันของตัวเอง ให้ลูกสร้างสรรค์ได้เต็มที่ เช่น ดินแดนลูกกวาดที่ทุกอย่างเป็นขนม มีสะพานเป็นสายรุ้ง มีคนเป็นอมยิ้ม เป็นต้น

4. ขยับออกมาทีละน้อย

นั่งที่กรอบประตูระหว่างที่ลูกกำลังผล็อยหลับ เพื่อให้เด็กยังมองเห็นตัวได้ แต่ไม่ใกล้ชิดเกินไปจนทำให้เด็กไม่ยอมปล่อยคุณออกจากห้อง โดยไม่ควรนั่งหรือนอนบนเตียงลูก เพราะจะทำให้เด็กตื่นตัวและติดเป็นนิสัย อีกทั้งเด็กจะกลัวมากเมื่อตื่นขึ้นมาแล้วไม่เจอใคร

เมื่อลูกเริ่มนอนหลับเองได้ดีขึ้นแล้ว อาจเปลี่ยนที่ไปนั่งหน้าห้องแทน เพื่อฝึกให้ลูกนอนได้ด้วยตัวเองแบบที่ไม่เห็นตัวพ่อแม่ แต่หากลูกเรียกหาพ่อแม่ก็ยังสามารถตอบได้อยู่3

5. ใจแข็งและสม่ำเสมอเข้าไว้

ว่ากันว่าการเทรนให้ลูกนอนคนเดียวเป็นเหมือนการวิ่งมาราธอนที่ต้องอดทนและใช้เวลากว่าจะถึงฝั่ง(ฝัน) พ่อแม่จึงต้องเตรียมตัวเตรียมใจรับการต่อต้านจากเจ้าตัวน้อย และต้องเด็ดขาดในการตัดสินใจตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ ไม่ว่าลูกจะมีคำถามหรือยื่นข้อเสนออะไรก็อย่าได้หวั่นไหว นอกจากนี้ยังต้องพยายามไม่ใจอ่อนหากลูกร้องไห้หรือขอกลับขึ้นมานอนบนเตียงของเราด้วย

อย่าลืมนำ 5 ขั้นตอนดีๆ นี้ไปใช้นะคะ โดยหากคุณพ่อคุณแม่สามารถทำตามสเต็บเหล่านี้ได้อย่างต่อเนื่อง ในเวลาประมาณ 1 – 2 เดือน ลูกน้อยก็จะสามารถนอนแยกในห้องของตัวเองได้ My Honey Bun ขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ!

อ้างอิงจาก

  1. Laurie Hollman, Ph.D., When Should Children Sleep In Their Own Beds?, HuffPost, 6 Dec 2017, https://www.huffingtonpost.com/laurie-hollman-phd/when-should-children-slee_b_12662942.html
  2. Sophie Hamilton, Co-sleeping: The pros and cons of sharing a bed with your children, Closer, 8 May 2017, https://closeronline.co.uk/family/news/co-sleeping-baby-toddler-safe-pros-cons/
  3. Natasha Daniels, How to Help Your Toddler Sleep, Anxious Toddlers, https://www.anxioustoddlers.com/how-to-help-your-toddler-sleep/
Tags

You Might also Like

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Trending