LOADING

Type to search

13 เหตุผลทำไมต้องทำประกันชีวิต คนกลุ่มไหนควรมี ไม่ควรมี

Share
คลิกเพื่อแชร์

ประกันชีวิต ฟังดูเป็นเรื่องหน้าเบื่อ เปิดมาเห็นก็แทบจะปิดหน้าเว็บทิ้ง คนโทรมาขายประกันก็มีมากมายไม่เว้นแต่ละวัน ไม่รู้ได้เบอร์เรามาจากไหนกันนัก ดูเป็นเรื่องหนักๆ ที่ไม่อยากจะคิดเลย คุณแม่ที่ทำงานไปด้วยเลี้ยงลูกไปด้วยคงเข้าใจดี แค่นี้ก็ยุ่งจะแย่แล้วค่ะ

แต่ถ้ามองจริงๆ แล้วมันอาจเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวกว่าที่คิดนะคะ อย่างน้อยก็ลองอ่านดูเพื่อให้รู้เอาไว้เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจของตัวเองแบบไม่ต้องมีใครมาพยายามยัดเยียดขายให้คุณค่ะ

ลองคิดดูเล่นๆ ไม่ต้องหาเหตุผลซับซ้อน สมมตินะคะว่าถ้าจู่ๆ เกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นทำให้พรุ่งนี้เราไม่สามารถทำงานได้เป็นเวลา 3-4 เดือน หรือหนักกว่านั้น คือไม่อยู่แล้ว ลูกและครอบครัวที่เหลือจะอยู่ได้ไหม และที่สำคัญคืออยู่อย่างไร

จริงอยู่ที่ว่าเค้าคงอยู่กันได้ แต่อยากให้เค้ามีความเป็นอยู่แบบไหนเนี่ยแหละ เรื่องที่ต้องคิดหนัก ตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นแม่ที่ทำงาน เอารายได้มาเป็นทั้งค่าใช้จ่ายในบ้านส่วนหนึ่ง ออมเงินเพื่อการศึกษาลูกและยังส่งเงินให้พ่อแม่ใช้ด้วย ถ้าขาดส่วนนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้นไหม คุณพ่อเด็กจะช่วยซัพพอร์ตส่วนขาดหายไปที่คุณเคยมีส่วนช่วยจ่ายไหวหรือไม่ จ่ายค่าบ้าน ค่ากิน ค่าเทอม ไหวไหม พ่อแม่จะอยู่ได้ไหมหากขาดเงินที่เราเคยช่วยจ่าย ช่วยเก็บเป็นประจำทุกเดือน

ที่พูดมานี่ไม่ได้จะบอกว่าคุณต้องไปทำประกันชีวิตเดี๋ยวนี้นะคะ เราคงต้องเริ่มต้นที่การทำความเข้าใจก่อนค่ะ โดยเริ่มจากคำถามง่ายๆ ก่อนเลยว่าเราควรจะทำประกันชีวิตหรือไม่ ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่มีภาระ ไม่ได้ต้องห่วงใคร ไม่ได้เลี้ยงพ่อแม่ ไม่มีลูก ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองก็มีเงินออมมากพอสามารถรองรับค่าใช้จ่ายได้เช่น ค่ารักษาพยาบาล รายได้ที่จะต้องสูญเสียไป หรือค่าจัดงานศพ ถ้ามีเงินสำรองมากพอสำหรับทุกอย่างแล้วก็ไม่จำเป็นต้องทำประกันค่ะ เพราะถือว่าเราไม่อยู่ก็ไม่ได้มีใครต้องเดือดร้อนในเรื่องการอยู่การกิน

ส่วนกลุ่มคนที่ต้องคิดหนักหน่อย ก็คือคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายนี่แหละค่ะ กลุ่มที่มีภาระที่ต้องใช้จ่ายมากเช่น มีลูกยังเล็ก ต้องจ่ายค่าเทอม ค่ากิน ค่ากิจกรรม ยังไม่รวมค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้าน สารพัด เราหวังว่าจะไม่มีเรื่องอะไรร้ายๆ เกิดขึ้นกับทุกคนนะคะ แต่ทุกคนก็รู้กันดีเช่นกันว่าไม่มีอะไรแน่นอนในชีวิต ดังนั้นบทความนี้จึงอยากให้เหตุผลในการทำประกันชีวิตค่ะ โดยเฉพาะกลุ่มคุณแม่คุณพ่อที่ทำงาน มีรายได้มาเลี้ยงดูครอบครัว

1. ช่วยออมเงินอย่างมีระเบียบ ได้เงินก้อนคืนตอนครบกำหนด

สำหรับบางคนที่เริ่มคิดจะออมเงินแต่ยังไม่รู้ว่าจะออมแบบไหนดี ถามคนนี้ก็ว่าแบบนี้ดี ถามคนนั้นก็ว่าแบบนั้นดีกว่า ฯลฯ ตัดสินใจง่ายๆ ว่าการออมเงินกับประกันชีวิตคือการออมเงินที่มีความเสี่ยงต่ำ slow but sure เนี่ยแหละใช่เลย คือเรื่อยๆ แต่แน่นอนทุกปี ผลตอบแทนไม่ได้หวือหวาอะไร แต่ถึงเวลาได้ ก็ได้ตามที่สัญญาไว้เป๊ะๆ เหมาะสำหรับคนที่รักความแน่นอน อยากเริ่มออมเงินอย่างมีแบบแผน เป็นการบังคับตัวเองไม่ให้เอาเงินไปช้อปปิ้ง เพราะถ้าเลิกจ่ายกลางคันก็ไม่ได้อะไร จะถอนออกมาก็ขาดทุนยับ

2. ค่ารักษาพยาบาล

สำหรับผู้ที่มีประกันบริษัทก็อาจจะไม่ได้เป็นห่วงเรื่องนี้มาก เช่นเดียวกับผู้ที่มีประกันสังคม แต่หากคุณไม่ได้อยากไปต่อคิวยาวๆ รอกันนานๆ แต่อยากได้รับการรักษาพยาบาลแบบรวดเร็วและได้รับเอาใจใส่เป็นอย่างดีก็อาจจะต้องมีประกันเพิ่มในส่วนนี้ คนที่ไม่มีประกันสุขภาพเลยก็น่าจะเริ่มคิดได้แล้ว ว่าหากเราเป็นอะไรขึ้นมาค่ารักษาพยาบาลที่แพงขึ้นทุกวันๆ เนี่ย เราจ่ายไหวไหม

3. ปกป้องรายได้ที่สูญเสียไป

หากเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นที่เราต้องการเวลาพักฟื้น การขาดรายได้ซัก 2-3 เดือนเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายๆ ครอบครัว ไม่ต้องคิดไปไหนไกล บางครอบครัวแค่ 1 เดือนก็แย่แล้ว แล้วถ้ารายได้นั้นจะต้องสูญเสียไปอย่างไม่มีวันได้กลับมาอีกล่ะ ครอบครัวเราจะลำบากไหม

4. การลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ

การซื้อประกันแบบออมทรัพย์เป็นทางเลือกในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนของคนที่ชอบลงทุน และสำหรับคนที่ไม่ชอบความเสี่ยงก็นับเป็นการลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำที่เมื่อถึงเวลาที่จะได้เงินคืนกันตามสัญญาที่ทำไว้ มีทั้งแบบมีเงินปันผลระหว่างทางและแบบที่ได้เงินก้อนทีเดียวเมื่อครบสัญญา

5. ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค้ำประกันหนี้สิน

ยิ่งภาระเยอะ ก็ยิ่งควรทำ สมมติเราช่วยผ่อนบ้าน ผ่อนรถ แต่อยู่มาวันหนึ่งเราไม่สามารถหาเงินมาช่วยได้แล้วคนที่คุณช่วยผ่อนอยู่มีความสามารถในการหาเงินมามากพอที่จะจ่ายภาระพวกนี้หรือไม่ เป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่ทำประกันชีวิตจะมีความเป็นไปได้มากกว่าที่จะได้รับการอนุมัติหรือได้ดอกเบี้ยต่ำกว่าจากธนาคารในการกู้ซื้อบ้านนั่นเอง

6. ลดหย่อนภาษี หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

อันนี้หลายๆ คนน่าจะพอทราบอยู่แล้วว่าข้อดีก็คือค่าเบี้ยประกันชีวิตสามารถเอาไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ โดยจะต้องเป็นค่าเบี้ยประกันชีวิต ที่กรมธรรม์อายุ 10 ปีขึ้นไปเท่านั้นและได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท ได้ทั้งการออมเงินด้วยและจ่ายภาษีน้อยลงด้วย นับว่าได้สองเด้งเลยทีเดียว

7. ทำตอนนี้เบี้ยถูกกว่าตอนแก่เนื่องจากสุขภาพยังดีอยู่

การเริ่มทำประกันตั้งแต่ยังหนุ่มยังสาว ยังสุขภาพแข็งแรงกันดีอยู่มีข้อดีคือทำง่าย ไม่ต้องตรวจสุขภาพให้ละเอียดอะไรมาก เบี้ยประกันก็ยังถูกกว่าถ้าจะไปเริ่มทำตอนอายุมาก ดีไม่ดีพาลต้องจ่ายเบี้ยประกันเพิ่มหากเกิดมีโรคประจำตัวขึ้นมา หรือแย่กว่านั้นคือประกันไม่รับเพราะสุขภาพไม่ดีแล้ว แล้วดังนั้นเริ่มทำไว้ตอนอายุน้อยก็ย่อมจะได้เปรียบ

8. มีทางออกให้ลูกยามฉุกเฉิน ทุนการศึกษา

อันนี้เป็นเรื่องของอนาคตลูกล้วนๆ เรามองเห็นอนาคตของลูกเป็นอย่างไร ลำพังเงินออมที่มีอยู่นั้นเพียงพอหรือไม่หากวันนี้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เรายังอยากให้ลูกเรียนต่อจนจบหรือไม่ หรืออยากให้เค้ามีเงินก้อนไปทำอะไรในอนาคตหรือไม่ เรื่องนี้จะไม่สำคัญเลยถ้าเงินออมที่เรามีอยู่นั้นมากพอที่จะสามารถส่งเสียให้ลูกเรียนจนจบได้อยู่แล้ว

9. เงินสำรองหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันแบบที่ต้องมีค่ารักษาจำนวนมาก หรือต้องพักฟื้นระยะยาว เช่น เกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บหรือทำให้พิการ ทำให้ต้องนำเงินสำรองมาใช้จ่ายเพื่อค่ารักษาพยาบาลและการพักฟื้นจำนวนมาก หากพิการก็อาจทำให้ไม่สามารถกลับไปทำงานเพื่อหารายได้ได้อีก ทำให้ต้องเสียทั้งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มเติมและเกิดการสูญเสียรายได้อีกด้วย หากมีประกันสุขภาพก็จะเป็นการทุ่นเงินค่ารักษาพยาบาล ส่วนประกันชีวิตก็มักจะครอบคลุมการจ่ายเงินชดเชยหากเกิด

10. ประกันโรคร้ายแรง

โรคมะเร็ง ยังคงเป็นโรคร้ายอันดับ 1 ที่คร่าชีวิตคนไทย (ในปี 2559) บางคนก็จะชอบตรงที่สามารภทำประกันโรคร้ายอย่าง มะเร็ง หัวใจ สมองได้ ซึ่งโรคพวกนี้เมื่อตรวจพบแล้วจะทำให้เกิดค่ารักษาพยาบาลจำนวนมากและไม่ได้รักษาหายในครั้งเดียว ถ้ารวมถึงการพักฟื้นแล้ว ก็นับเป็นค่าใช้จ่ายจำนวนมากชนิดที่ต้องหมดตัวกันเลยทีเดียวสำหรับบางครอบครัว เป็นสาเหตุสำคัญให้ประกันโรคร้ายแรงได้รับความนิยม เนื่องจากช่วยกำจัดความเสี่ยงจากการต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากมหาศาล

11. เงินชดเชยให้ครอบครัว หากเสียชีวิต

อันนี้หวังว่าจะไม่เกิดขึ้นกับใครก่อนเวลาอันควร เนื่องจากนับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของทุกครอบครัว แต่หากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจริงๆ จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ค่าใช้จ่ายงานศพมีพอไหม แล้วถ้าจ่ายค่างานศพไป เงินจะพอใช้ไหม หรือต้องไปกู้หนี้ยืมสินจากคนอื่น อนาคตของครอบครัว จะเป็นอย่างไร รายได้ที่เคยนำมาช่วยค่าใช้จ่าย ออมเงินให้ลูก หรือทำให้พ่อแม่มีกินมีใช้ อยู่ๆ ก็หายไป ไม่ได้หมายความว่า คนตายทั้งทีทำไมคิดถึงเรื่องเงิน แต่อาจจะต้องคิดในมุมกลับกันด้วยว่า เป็นการคิดถึงคนอื่นที่ทิ้งไว้อยู่ข้างหลัง ว่าอนาคตเขาจะลำบากขนาดไหนถ้าไม่มีเรา เป็นคำถามที่ต้องถามตัวเองนะคะ

12. เพิ่มความอุ่นใจให้ครอบครัว

เหตุผลหลักๆ อีกอันทีมองข้ามไม่ได้ ก็คือการซื้อประกันเพื่อความอุ่นใจของครอบครัวเรานั่นเอง อาจจะเป็นคำพูดที่เฝือๆ ได้ยินกันบ่อยๆ จนไม่ได้คิดอะไร แต่จะคิดให้ดีแล้วประกันก็เปรียบเสมือนการประกันความมั่นคงของครอบครัวนั่นเอง คือเราเป็นอะไรไปอย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าครอบครัวเราจะได้รับการดูแลจากกรมธรรม์ที่เคยซื้อไว้

13. เพื่อความสบายใจของตนเอง

ท้ายที่สุดแล้ว เหตุผลทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมานั้นมันก็จะไม่มีความสำคัญอะไรเลยหากเราไม่ได้ต้องห่วงลูก ห่วงสามี ห่วงภรรยา หรือห่วงพ่อแม่ ดังนั้นบางคนจึงตัดสินใจทำประกันเพื่อซื้อความสบายใจให้ตัวเองว่าหากเราเป็นอะไรไป คนอื่นจะไม่ลำบาก เรียกว่าไม่ทิ้งให้คนข้างหลังลำบากเพราะเรานั่นเอง

ตามที่กล่าวมาทั้งหมด ทุกอย่างก็อยู่ที่ตัวคุณเองนั่นแหละว่าจะให้เหตุผลกับตัวเองแบบไหนในการตัดสินใจทำหรือไม่ทำประกันค่ะ

Tags:

You Might also Like

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Trending