LOADING

Type to search

13 ความเชื่อเลี้ยงลูกอ่อน ลิ้นเป็นฝ้า กวาดคอ ดัดขา ควรทำไหม

Share
คลิกเพื่อแชร์

ความเชื่อสมัยโบราณเป็นสิ่งที่มาคู่กับสังคมไทยจากรุ่นสู่รุ่น ความเชื่อบางอย่างเป็นสิ่งที่มีประโยชน์หรือสร้างมาเพื่อเป็นกุศโลบายของคนสมัยก่อนเพื่อความปลอดภัยของลูกหลาน แต่ก็มีบางความเชื่อที่ถือว่าเป็นความเชื่อที่ล้าสมัยและยังพิสูจน์ได้ว่าเป็นอันตรายต่อลูกรักอีกด้วยนะคะ

สำหรับบางบ้านที่มีคุณปู่คุณย่า หรือคุณตาคุณยายเป็นคนสมัยก่อนที่จะมีวิธีการเลี้ยงลูก หรือหลานตามแบบฉบับดั้งเดิมของแต่ละยุคสมัยที่แตกต่างกันออกไปในยุคปัจจุบันซึ่งแต่ละความเชื่อในสมัยก่อนจะถูกหลักตามวิทยาศาสตร์หรือการแพทย์สมัยใหม่หรือไม่นั้น วันนี้เราจะมาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันค่ะ

1. การป้อนกล้วยบดสำหรับเด็กอ่อน

ความเชื่อ: เด็กอ่อนต้องได้รับกล้วยบดเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการทางอาหารให้กับลูกน้อย หรือสำหรับเด็กที่เริ่มจะมีพัฒนาการ และคุณพ่อคุณแม่ต้องการให้ลูกทานอาหารที่เริ่มแข็งขึ้นกล้วยบดจึงเป็นอาหารทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการเลือกให้ลูกได้ทาน1

ความจริง: พญ. อุรารมย์ พันธุมะผล กุมารแพทย์ทารกแรกเกิดและปริกำเนิด โรงพยาบาลพญาไท 1 ได้กล่าวไว้ว่าห้ามเด็กอ่อนที่อายุยังไม่เกิน 6 เดือนทานกล้วยบดโดยเด็ดขาด เนื่องจากสำไส้ของเด็กอ่อนนั้นยังไม่สามารถบีบตัวได้ดี และยังไม่มีเอนไซม์ที่สามารถย่อยกล้วยได้ถ้าหากยังฝ่าฝืนให้เด็กอ่อนทานกล้วยบดอยู่นั้น อาจทำให้ทางเดินหายใจอุดตันได้ค่ะ เพราะการกลืน และการหายใจในเด็กอ่อนยังทำงานแบบไม่สัมพันธ์กันดีเท่าไหร่นัก ถ้าหากกล้วยบดเข้าไปติดในหลอดลมอาจทำให้เด็กขาดอากาศหายใจได้ค่ะ ที่สำคัญเลยในเด็กอ่อนบางรายอาจมีภาวะลำไส้อุดตันที่มีสภาวะความรุนแรงสูงสุดถึงขั้นเสียชีวิตกันได้เลยนะคะ2

2. พาลูกมาตากแดดตอนเช้าเพื่อลดอาการตัวเหลือง

ความเชื่อ: ถ้าหากว่าลูกของคุณมีสภาวะตัวเหลืองต้องอุ้มพามาตากแดดยามเช้าเพื่อลดอาการตัวเหลืองของเด็กให้ลดน้อยลง

ความจริง: คุณหมอได้กล่าวไว้ว่าสภาวะตัวเหลืองในเด็กมักจะมีระยะช่วง 3-4 วันเมื่อเด็กลืมตาดูโลกค่ะ และอาการตัวเหลืองจะหายได้เองโดยอัตโนมัติเมื่อเด็กอายุ 5-7 วัน ดังนั้นเรื่องแสงแดดในตอนเช้าที่ช่วยลดอาการผิวเหลืองในตัวเด็กจริง ๆ ต้องบอกว่าสามารถลดได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะในแสงแดดมีความยาวคลื่นทั้งสีเขียว สีน้ำเงิน สีแดง สีแสด สีเหลือง สีคราม และสีม่วง ซึ่งแสงแดดที่ช่วยในการรักษาผิวเหลืองในเด็กนั้นมีแค่แสงสีน้ำเงินเพียงสีเดียวเท่านั้นคะ ถ้าหากลูกของคุณมีความปกติที่มีอาการผิวเหลืองเกินกว่า 5-7 วันนับตั้งแต่ลูกเกิดมาควรรีบพาลูกไปพบแพทย์โดยด่วนนะคะ เพื่อให้แพทย์ที่มีความรู้ และความเข้าใจรีบหาทางวินิจฉัยในการรักษาเด็กต่อไปค่ะ3

3. กวาดคอให้เด็กเพื่อลดอาการโรคซาง

โรคซางคืออะไร

โรคซางคือโรคที่ทางการแพทย์ปัจจุบันเรียกว่าภาวะของการขาดสารอาหารพบที่มากในต่างจังหวัดในยุคสมัยก่อนเนื่องจากฐานะทางบ้านอาจยากจนจึงขาดความเข้าใจในการเลี้ยงลูกให้ถูกหลักตามโภชนาการทำให้เด็กขาดสารอาหารจำเป็นที่ควรจะได้รับในแต่ละช่วงอายุ จึงทำให้เด็กมีอาการผิดปกติ เช่น เบื่ออาหาร รูปร่างผอมลีบ รูปร่างผอม หรือไขมันในร่างกายน้อยกว่าเด็กทั่วไป แต่ในปัจจุบันนี้ไม่ค่อยพบโรคนี้แล้วค่ะ เพราะความเจริญเริ่มเข้าสู่ชุมชนมากยิ่งขึ้น พ่อ และแม่มีความรู้ในการเลี้ยงลูกมากยิ่งขึ้นจึงทำให้โรคนี้ค่อย ๆ เลือนหายไปตามกาลเวลาค่ะ4

ความเชื่อ: ถ้าหากว่าเด็กเบื่ออาหาร ไม่ยอมทานข้าว ตัวผอมลีบ มีอาการไอคอกแคกร่วมด้วยต้องได้รับการกวาดยาในลำคอเพื่อลดอาการซางในเด็ก

ความจริง: การกวาดยา คือ การใช้ยาสมุนไพรตามธรรมชาติมาบด หรือผสมเข้าด้วยกันหลังจากนั้นจึงใช้นิ้วป้ายยาแล้วกวาดไปในบริเวณลำคอของเด็กอย่างทั่วถึงเพื่อลดอาการซางในเด็กถ้าพบว่าเด็กมีอาการดังต่อไปนี้ มีอาการเจ็บคอ ลิ้นขึ้นฝ้า อาการไอ เบื่ออาหาร หรือเป็นหวัดธรรมดาซึ่งจริง ๆ แล้ววิธีนี้ถ้าใช้ยาสมุนไพรที่ถูกตามหลักที่กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้ใช้ก็ยังสามารถใช้วิธีแบบดั้งเดิมในการรักษาได้ต่อไปค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรพาเด็กไปพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อให้แพทย์ได้วินิจฉัย และรักษาได้ตรงจุดต่อไปนะคะ

ข้อควรระวังในการกวาดยา

การรักษาโดยใช้วิธีการแบบดั้งเดิมคุณพ่อคุณแม่ต้องมั่นใจว่าองค์ประกอบของการรักษานั้นถูกสุขอนามัย และยาสมุนไพรที่ใช้จะต้องไม่เป็นอันตรายต่อเด็กจริง ๆ ด้วยนะคะ โดยต้องเน้นการศึกษาข้อมูลว่าฤทธิ์ของสมุนไพรแต่ละชนิดที่นำมารักษานั้นสามารถรักษาได้ตรงจุดจริง ๆ หรือไม่แม้แต่วิธีการเก็บรักษาที่จะไม่ลดประสิทธิภาพของตัวยาในขณะการนำมารักษา ตรวจเช็คความสะอาดไปถึงตัวบุคคลที่ทำการกวาดยาให้กับเด็กก็ต้องถูกสุขอนามัยด้วยเช่นกันค่ะ นิ้วมื้อเป็นแผลหรือไม่? ล้างมือสะอาดก่อนล้วงเข้าไปในลำคอเด็กแล้วหรือยัง? หรือแม้แต่ความสะอาดของเล็บที่ควรจะต้องตัดเล็บให้สั้นปราศจากเชื้อโรคที่สะสมในบริเวณซอกเล็บ และนิ้วมือด้วยนะคะ ถ้าหากไม่มั่นใจก็พาลูก ๆ ไปตรวจกับแพทย์สมัยใหม่เพื่อความแม่นยำในการวินิจฉัยโรค และการรักษาด้วยนะคะ3

4. ผ้าอ้อมเปียกปัสสาวะให้นำฉี่เด็กมากวาดลิ้นให้เด็กอีกครั้ง

ความเชื่อ: เมื่อลูกปัสสาวะลงบนผ้าอ้อมให้นำผ้าอ้อมที่เปียกปัสสาวะผืนนั้นไปกวาดลิ้นให้ลูกของคุณอีกครั้งเพื่อป้องไม่ให้ลูกลิ้นเป็นฝ้า

ความจริง: จริง ๆ แล้วปัสสาวะในเด็กอ่อนถือว่าเป็นของที่ไม่สกปรกนะคะ เพราะว่าลักษณะที่ใสแล้วก็ไม่มีกลิ่นแถมยังไม่มีเชื้อโรคด้วยค่ะจึงไม่เป็นอันตรายแก่ร่างกายของเด็ก แต่ในปัจจุบันนี้เรามีน้ำประปาที่สะอาดเข้าถึงทุกครัวเรือนแล้วนะคะ แนะนำว่าให้ใช้น้ำสะอาดต้มสุกที่เย็นตัวแล้วไปกวาดลิ้นลูกมากกว่าค่ะ เพราะถ้าหากตัวเด็กมีภาวะที่ปัสสาวะติดเชื้อแบบที่พ่อแม่ไม่รู้ตัวก็อาจจะทำให้ลูกน้อยได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายอีกครั้งนะคะ5

5. ให้เด็กทารกนอนคว่ำแล้วศีรษะจะทุยมากขึ้น

ความเชื่อ: เด็กทารกที่นอนคว่ำจะทำให้ศีรษะทุยมากกว่าเด็กที่นอนหงาย จะทำให้เด็กดูศีรษะสวยในตอนโต และดูเหมือนจะมีมันสมองภายในเยอะขึ้น

ความจริง: ด้วยลักษณะท่านอนของเด็กแต่ละคนที่ไม่เหมือนกันคุณพ่อคุณแม่ต้องคอยสังเกตค่ะว่าลูกของคุณชอบนอนท่าไหน แต่ที่สำคัญเลยต้องคอยจับบริเวณศีรษะของลูกไม่ให้นอนในท่าเดิมในลักษณะที่กดทับจนนานเกินไปพยายามพลิกให้ลูกได้นอนแบบหลากหลายมากยิ่งขึ้น แต่ไม่ควรให้ลูกนอนคว่ำในขณะที่เด็กหลับสนิทนะคะ เพราะอาจทำให้เด็กขาดอากาศหายใจ และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ค่ะ5

6. ดัดขาลูกหลังการอาบน้ำจะได้ขาไม่โก่ง

ความเชื่อ: การดัดขาลูกหลังอาบน้ำจะทำให้ลูกขาสวยตอนโต

ความจริง: การดัดขา และการยืดขาลูกแบบเบา ๆ นั้นจะช่วยแค่ยืดเส้นยืดสายในลูกเพียงเบา ๆ เท่านั้นแต่ไม่สามารถเปลี่ยนรูปกระดูกในขาเด็กให้เปลี่ยนแปลงได้ค่ะ และถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ดัดขาลูกด้วยแรงที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ หรือรูปกระดูกขาบิดงอแบบผิดปกติได้นะคะ ควรกระทำด้วยความระมัดระวัง และความอ่อนโยนทุกครั้งค่ะ5

7. ใช้กานพลู ขี้เทา น้ำนมแม่ หรือดอกอัญชันทาบนคิ้ว หรือผมของเด็กจะทำให้มีคิ้วดกหรือผมขึ้นเพิ่มมากขึ้น

ขี้เทาคืออะไร

ขี้เทา คือ อุจจาระของเด็กแรกคลอดมีความแตกต่างกับอุจจาระในภายหลังของเด็ก โดยขี้เทาประกอบไปด้วยสสารที่ถูกย่อยในระหว่างที่ทารกใช้ชีวิตอยู่ในมดลูก ซึ่งมีทั้งขนอ่อน เมือก น้ำคร่ำ น้ำดี น้ำ และเซลล์ผนังลำไส้เล็ก ซึ่งขี้เทานั้นปราศจากเชื้อโรค6

ความเชื่อ: มีความเชื่อว่ากานพลูผสมขี้เทาทาบนคิ้ว, น้ำนมแม่ หรือดอกอัญชันที่ผ่านการบดมาทาบนคิ้ว หรือผมของเด็กจะทำให้มีความดกดำ และหนาได้มากยิ่งขึ้น

ความจริง: มีเฉพาะดอกอัญชันบดเท่านั้นค่ะที่สามารถทำให้ผม หรือคิ้วของเด็กดกดำได้มากยิ่งขึ้น เพราะในดอกอัญชันมีสารกลุ่มแอนโธไซยานินที่เมื่อนำมาหมักบนจุดดังกล่าวจะกระตุ้นทำให้ผมบนศีรษะมีความดกดำมากยิ่งขึ้นรวมไปถึงขนตรงบริเวณคิ้วด้วยค่ะ ส่วนวิธีการอื่น ๆ นั้นยังไม่มีการพิสูจน์จากวิทยาศาสตร์ว่าจะสามารถกระตุ้นให้มีการเกิดของผม หรือคิ้วได้จริงนะคะ5

8. การโกนผมไฟของเด็ก

ความเชื่อ: การทำขวัญเดือน หรือการโกนผมไฟนั้นจะทำก็ต่อเมื่อเด็กอายุครบ 1 เดือนกับอีก 1 วัน เพื่อสร้างความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเด็ก ซึ่งมีความเชื่อว่าเด็กคนไหนที่ผ่านการโกนผมไฟจะทำให้เป็นเด็กเลี้ยงง่ายและไม่ดื้อ

ความจริง: จุดประสงค์ของการโกนผมไฟในเด็ก คือ การเน้นทำความสะอาดให้เด็กมากกว่าค่ะ เพราะผมที่เกิดมาพร้อมตัวเด็กมักมีความสะอาดที่ไม่มากเท่าไหร่นักแต่ด้วยในสมัยก่อนที่ยังไม่ค่อยมีแชมพูสระผมสำหรับเด็กอ่อนในการสระผมทำความสะอาดจึงเน้นวิธีการไปที่การโกนผมให้เด็กแทนค่ะ แต่จริง ๆ แล้วในปัจจุบันก็ยังมีหลายครัวเรือนที่ยังนิยมทำให้เด็กอย่างต่อเนื่องนะคะถ้าหากถามว่ามีผลเสียต่อตัวเด็กหรือไม่ คำตอบก็คือไม่ค่ะ ก็การโกนผมไฟให้เด็กนั้นยังคงทำได้ตามเดิม แต่ทั้งนี้ในสมัยใหม่อาจเปลี่ยนวิธีการเป็นสระผมให้เด็กโดยใช้ยาสระผมสำหรับเด็กอ่อน หรือระมัดระวังในการโกนผมเด็กให้มากด้วยนะคะ เพราะผิวของเด็กยังบอบบางมากหากใช้แรงในการโกนผมมากเกินไป หรืออุปกรณ์ที่ใช้โกนผมไม่สะอาดอาจทำให้เด็กติดเชื้อ หรือเป็นแผล เลือดออกได้ค่ะ5

9. น้ำนมแม่ช่วยรักษาตาแดงให้กับลูก

ความเชื่อ: เมื่อลูกเกิดอาการตาแดงให้ใช้น้ำนมจากเต้าของแม่หยดลงบนตาลูกเพื่อรักษาอาการตาแดงได้

ความจริง: น้ำนมจากเต้าของแม่ไม่สามารถรักษาอาการตาแดงได้นะคะ เพราะในน้ำนมแม่มีเชื้อโรคที่เป็นฝ่ายดีช่วยป้องกันอาการท้องเสียให้กับลูกน้อย และถ้าหากนำมาใช้ในทางที่ผิดประโยชน์อาจทำให้ดวงตาของลูกน้อยที่บอบบางเกิดการติดเชื้อได้ คุณหมอจึงไม่แนะนำให้ทำวิธีนี้เด็ดขาดค่ะ ถ้าหากมีความปกติก็ควรพาลูกน้อยมาพบแพทย์เพื่อรักษาให้ทันท่วงทีค่ะ7

10. ท้องเสียในเด็กเกิดจากการที่เด็กกำลังยืดตัว

ความเชื่อ: อาการท้องเสียในเด็กวัย 4-6 เดือนคืออาการยืดตัวในเด็กที่ไม่ใช่ความผิดปกติใด ๆ

ความจริง: อาการท้องเสียในเด็กวัย 4-6 เดือนไม่ใช่อาการยืดตัวในเด็กนะคะ แต่เป็นอาการท้องเสียที่เกิดขึ้นจากการที่เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายค่ะ เพราะเด็กในวัยนี้ชอบหยิบจับสิ่งของเข้าปากบ่อยครั้ง บางรายก็ชอบดูดนิ้วที่ไม่สะอาดจึงทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ค่ะ แต่ถ้าผู้ปกครองสังเกตว่าลูก ๆ ของคุณมีอาการท้องเสียอย่างรุนแรง เป็นเวลานานเกินไป หรือมีอาการอื่นร่วมด้วยควรรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วนนะคะ เพื่อการรักษาที่ทันท่วงทีค่ะ7

11. บิดเรียกเนื้อ

ความเชื่อ: อาการบิดขี้เกียจในตัวเด็ก หรือบิดขี้เกียจบ่อย ๆ จะทำให้เด็กโตไว และมีเนื้อที่เยอะมากขึ้น

ความจริง: อาการบิดขี้เกียจในเด็กที่มาพร้อมกับเสียงท้องร้องแบบเอี๊ยดอ๊าดถือว่าเป็นอาการแบบปกติที่สามารถพบได้ในเด็กวัยนี้ที่ยังไม่สามารถควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อได้ แต่อาการข้างต้นก็สามารถใช้การสังเกตร่วมกับเด็กอ้วนที่น้ำหนักขึ้นเร็วเกิน 35 กรัม/วัน ที่บ่งบอกว่าเด็กเริ่มรับประทานอาหารที่มากเกินไปเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วนในอนาคตได้นะคะ ดังนั้นควรคอยระมัดระวังไม่ให้ลูกทานของจุกจิก หรืออาหารที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสมเกินความต้องการของร่างกายที่มากเกินไปค่ะ ถ้าหากเริ่มสังเกตเห็นว่าเด็กเริ่มอ้วนแล้วให้หันความสนใจไปที่กิจกรรมอย่างอื่นตัวเด็กจะได้ไม่หมกมุ่นกับการทานอาหารที่มากจนเกินไปนะคะ7

12. น้ำลายบูดช่วยให้สะดือลูกหลุดได้ง่าย

ความเชื่อ: น้ำลายบูดจากแม่ (น้ำลายก่อนการแปรงฟันในตอนเช้า) นำไปใส่ในสะดือลูกจะช่วยทำให้สะดือลูกหลุดเร็วยิ่งขึ้น

ความจริง: การบ้วนน้ำลายแม่ใส่ในสะดือเด็กอาจทำให้เกิดการอักเสบ หรือติดเชื้อได้นะคะ ควรหลีกเลี่ยงที่จะไม่ทำโดยเด็ดขาด7

13. ใส่กำไลข้อเท้าให้ลูกแข็งแรงยิ่งขึ้น

ความเชื่อ: การใส่กำไลข้อเท้าให้กับลูกน้อยจะทำให้เกิดโชควาสนาแก่ครอบครัวของเด็ก

ความจริง: ความจริงของการใส่กำไลข้อเท้าเพื่อบอกตำแหน่งของเด็กเวลาที่เด็กเดิน หรือคลานไปยังสถานที่ต่าง ๆ หรือบอกแม้กระทั่งว่าเด็กหลับ หรือเด็กตื่นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายแก่ตัวเด็กได้ค่ะ แต่ในขณะเดียวกันการเปลี่ยนกำไลข้อเท้าให้เหมาะสมกับวัยของเด็กก็ถือเป็นสิ่งจำเป็นนะคะ เพราะถ้าหากใส่ขนาดที่เล็กมากจนเกินไปอาจทำให้เกิดบีบ กดทับ และนำไปสู่อาการบาดเจ็บหรือทำให้อวัยวะผิดรูปได้ค่ะ ดังนั้นควรหมั่นสังเกตและปรับเปลี่ยนกำไลตามขนาดข้อเท้าของลูกน้อย ค่ะ

อ้างอิงจาก

  1. “ถูกหรือผิด? ให้เด็กอ่อนกินกล้วยเป็นอาหาร เสริมคุณค่าทางโภชนาการ”, http://www.sanook.com/health/4865/
  2. “ป้อนกล้วยเด็กก่อน 6 เดือน…เสี่ยงตาย!!” (ชัวร์หรือ !?)”,dearrsk, AMARIN TV HD | อมรินทร์ทีวี ช่อง 34, 31-สค-2017
  3. แม่น้องเล็ก, “คำสอนโบราณเรื่องการเลี้ยงลูก เชื่อได้จริงหรือ!, amarinbabyandkids
  4. Somsak, โรคซาง, หมอชาวบ้าน, https://www.doctor.or.th/ask/detail/4580
  5. แม่น้องเล็ก, “คำสอนโบราณเรื่องการเลี้ยงลูก เชื่อได้จริงหรือ!”, amarinbabyandkids, 01-พค-2016
  6. “ขี้เทา”, วิกิพีเดีย. 30-มิย-2014
  7. “15 ความเชื่อของลูกเบบี๋”, kapook, https://baby.kapook.com/view35066.html

อ้างอิงจาก

Tags:

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Trending