LOADING

Type to search

13 เรื่องพลาดๆ ในขวบปีแรกของลูกที่คุณแม่มือใหม่ต้องรู้

Share
คลิกเพื่อแชร์

เพราะลูกไม่ใช่เครื่องใช้ไฟฟ้า จึงไม่ได้มาพร้อมคู่มือเฉพาะรุ่น!
สำหรับคุณแม่มือใหม่ที่เก้ๆ กังๆ และกังวลไปซะทุกอย่างเมื่อต้องเลี้ยงลูกคนแรก วันนี้ My Honey Bun ได้รวมการกระทำผิดๆ ที่คุณแม่ป้ายแดงมักทำพลาดกับลูกน้อยในขวบปีแรกมาให้ได้อ่านและเรียนรู้กันค่ะ

1. เครียดทุกครั้งเมื่อลูกร้อง

คุณแม่ต้องเข้าใจก่อนว่าการร้องเป็นการสื่อสารอย่างหนึ่งของทารก และการร้องก็มีสาเหตุหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเพราะหิว ง่วงนอน ไม่สบายตัว หรือกระทั่งเพราะเบื่อ! ทุกครั้งที่ทารกร้อง คุณแม่จึงไม่ควรรู้สึกเครียดหรือโทษตัวเองว่าเป็นแม่ที่แย่ แต่สิ่งที่ควรทำคือการหาสาเหตุให้พบและแก้ปัญหานั้นต่างหาก1

2. ไม่ใส่ใจเวลาทารกมีไข้

ทารกในช่วง 3 เดือนแรกจะป่วยง่ายเพราะมีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง จึงควรได้รับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยหากคุณแม่พบว่าลูกมีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส (เมื่อวัดทางทวารหนัก) ไข้ขึ้นเป็นๆ หายๆ ร้องไห้ไม่มีน้ำตา หรือไม่ปัสสาวะเป็นเวลา 8 ชั่วโมง2 ต้องพาไปพบแพทย์ในทันที

3. ไม่ให้เวลา Tummy Time

ด้วยความเป็นห่วง คุณแม่มือใหม่มักจับลูกวางในที่นั่งที่สามารถล็อกตัวลูกได้ เช่น เปลไกว หรือรถหัดเดิน ซึ่งอาจทำให้ลูกสูญเสียเวลา Tummy Time ที่เป็นเวลาที่ลูกจะได้นอนคว่ำและเล่น โดยเวลานี้จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางร่างกาย การเคลื่อนไหว และกระตุ้นให้เด็กเจริญเติบโตได้อย่างเป็นธรรมชาติ3

4. ละเลยสุขภาพปากและฟัน

คุณแม่มือใหม่มัวแต่คิดเรื่องการกินและนอนของลูกจนลืมสนใจเรื่องสุขภาพปากและฟัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับเด็ก โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้ผ้าก๊อซเปียกเช็ดบริเวณเหงือกของทารก และให้เริ่มใช้แปรงสีฟันเมื่อเด็กอายุ 1 ขวบ4

5. แต่งตัวให้ลูกเยอะชิ้นเกินไป

พ่อแม่มักใช้ความรู้สึกของตัวเองเป็นตัววัดว่าวันนี้หนาวหรือร้อน แล้วแต่งตัวให้ลูกตามความรู้สึกนั้น พร้อมถือคติว่า “อุ่นไว้ก่อนดีกว่าเป็นไข้” ซึ่งนี่เป็นความคิดที่ผิดนะคะ

ระบบไหลเวียนโลหิตของทารกสัปดาห์แรกๆ ยังไม่ค่อยเข้าที่เข้าทาง เด็กอาจมีแขนขาเย็นบ้างเป็นเรื่องปกติ3 สิ่งที่สำคัญคือพ่อแม่ควรแต่งตัวให้ลูกอย่างเหมาะสมตามสภาพอากาศจริง โดยดูจากอุปกรณ์วัดอุณหภูมิหรือแอปที่เชื่อถือได้ เพื่อให้ลูกสบายตัวพอดี ไม่ร้อนหรือหนาวจนเกินไป

นอกจากนี้ พ่อแม่ยังไม่ควรแต่งตัวให้ทารกนอนด้วยเสื้อผ้าหนาเกินไป หลีกเลี่ยงการใส่หมวก ห่มผ้านวมหนาๆ หรือวางตุ๊กตาไว้เต็มที่นอน เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิด SIDS (การเสียชีวิตฉับพลันในช่วงนอนหลับ) ได้ สำหรับรายละเอียดวิธีการันตีความปลอดภัยของทารกในขณะนอน สามารถอ่านเพิ่มได้ที่นี่ค่ะ

6. หมกมุ่นกับตารางการเติบโตของลูก

เดี๋ยวนี้มี Growth Chart มากมายที่ช่วยสรุปว่าทารกควรหนัก-สูงเท่าไรหรือควรมีพัฒนาการใดบ้างเมื่อถึงวัยนั้นๆ คุณแม่บางคนมักมองข้อมูลนี้เป็น “แบบประเมินความเป็นแม่” ของตัวเอง และหมกมุ่นกับการชั่งน้ำหนักและวัดความสูงลูกทุกวันเพื่อการันตีว่าตัวเองเลี้ยงลูกให้เจริญเติบโตได้อย่างถูกต้องตามเกณฑ์5

แต่ในความเป็นจริงแล้ว เด็กแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน การเติบโตและพัฒนาการจึงไม่มีทางจะตรงตามมาตรฐานไปซะหมด ดังนั้นหากลูกไม่มีความผิดปกติเกินไปนัก (เช่น น้ำหนักไม่ได้ต่ำกว่าเกณฑ์มากนัก) คุณแม่ก็ยังไม่ต้องเป็นกังวลหรือรีบพาลูกไปหาหมอหรอกนะคะ

7. ติดตั้งคาร์ซีทไม่ถูกต้องหรือไม่ใช้คาร์ซีท

ปัจจุบันมีการรณรงค์ให้พ่อแม่หันมาใช้คาร์ซีทเพื่อความปลอดภัยของลูกมากขึ้น แต่ยังมีผลการศึกษาในปี 2016 ออกมาอยู่ว่าพ่อแม่ 91% ยังติดตั้งคาร์ซีทหรือให้ทารกแรกเกิดนั่งคาร์ทซีทด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง3

การติดตั้งคาร์ซีทอย่างถูกต้องอาจไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ค่ะ พ่อแม่จึงควรปรึกษาแพทย์หรืออ่านคู่มือของสินค้าที่ตนซื้อมาอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจความปลอดภัยของลูกอย่างเต็มร้อย

8. ซื้อของเด็กเยอะเกินไป

ด้วยวิญญาณนักช้อปในตัว ด้วยความน่ารักของสินค้า หรือด้วยฮอร์โมนมนุษย์แม่ มักทำให้สาวๆ พากันซื้อของใช้ทารกมาเตรียมไว้มากมาย ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องผิดเลยค่ะ แต่คุณแม่ต้องอย่าลืมคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น

  • ชุดสำหรับทารก (ไซส์ Newborn): ไม่จำเป็นต้องซื้อเยอะ เพราะเด็กมักจะโตไวเกินกว่าจะใส่ได้ ให้ซื้อชุดสำหรับเด็กที่โตขึ้นมาอีกนิด เช่น 0 – 3 เดือน หรือ 3 – 6 เดือน1
  • ของเล่น: ซื้อเฉพาะของเล่นที่ลูกจะได้ใช้ในวัยนั้นๆ โดยไม่ซื้อล่วงหน้า เนื่องจากเด็กแต่ละคนมีความชอบไม่เหมือนกัน ลูกอาจไม่แตะของเล่นราคาแพงมากๆ บางชิ้นเลยก็ได้5 จึงควรค่อยๆ ซื้อของเล่นเมื่อเด็กโตขึ้นจะดีกว่า (อาจให้เด็กเป็นคนเลือกเอง หรือพ่อแม่เลือกให้ตามทักษะที่ต้องการเสริมในวัยนั้น)
  • ของใช้เด็กทั่วไป อาทิ ผ้าอ้อม น้ำยาซักผ้า: อย่าซื้อตุนไว้เป็นจำนวนมาก เพราะเด็กอาจโตก่อนจะใช้จนหมดก็ได้

นอกจากนี้ คุณแม่อาจได้ของรับขวัญหลานมามากมาย สินค้าบางอย่างจึงอาจไม่จำเป็นต้องซื้อเลยก็ได้นะคะ

9. ไม่ยอมให้ใครช่วย

เป็นธรรมชาติที่คุณแม่จะรู้สึกว่าตัวเองเข้าใจและเลี้ยงดูลูกได้ดีที่สุด แต่การทำอะไรด้วยตัวเองทุกอย่างเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยนะคะ เพื่อสุขภาพกายและใจที่ดี คุณแม่ควรยอมให้คุณพ่อหรือปู่ย่าตายายเข้ามาช่วยบ้างในบางเรื่อง อาจยกหน้าที่ให้สามีเป็นคนเปลี่ยนผ้าอ้อม หรือให้คุณยายมากล่อมหลานนอนในขณะที่คุณแม่ได้อาบน้ำอย่างผ่อนคลายก็ได้ค่ะ

10. กลับไปใช้ชีวิตปกติเร็วเกินไป

คุณแม่มือใหม่ยุคนี้มักรู้สึกกดดันเพราะเห็นซูเปอร์มัมในโลกโซเชียลที่มีชีวิตดี๊ดีอยู่เสมอ ไหนจะหุ่นที่กลับมาเป๊ะปังเหมือนไม่ได้เพิ่งคลอดน้อง ไหนจะบ้านที่สะอาดเก๋ราวถ่ายแคตตาล็อกอิเกียอีกล่ะ

ความคิดที่อยากให้ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิมในทันที เป็นความคิดที่รังแต่จะทำร้ายคุณแม่เอง เพราะคุณแม่ต้องดูแลทารกน้อยตลอด 24 ชม. ไหนจะต้องทำงานบ้านอื่นๆ อีกล่ะ เมื่อไรที่ลูกหลับ คุณแม่จึงควรหาโอกาสงีบด้วยทันที1 ให้วางการพักผ่อนสำคัญมาอันดับหนึ่ง ปล่อยให้บ้านรกสักสองสามวันไม่น่าจะเป็นอะไร

11. เชื่อ “เค้า” มากเกินไป

นอกจากปู่ย่าตายายที่อยากแชร์วิธีเลี้ยงหลานให้คุณแม่ต้องปวดหัว ทุกวันนี้ ยังมีข้อมูลชวนสับสนสารพัดเข้ามาตีกันให้ยุ่งจนไม่รู้จะเชื่อทางไหนดี

คุณแม่ควรมองข้อมูลทั้งในหนังสือหรือตามเว็บไซต์ว่าเป็นคำแนะนำหรือการนำเสนอข้อดีและข้อเสียในทางเลือกหนึ่งๆ มากกว่าเป็นกฎ ด้วยสัญชาตญาณความเป็นแม่และความเข้าใจลูกของเราดีที่สุด จึงไม่มีใครเหมาะสมที่จะตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้ดีไปกว่าตัวคุณแม่เองหรอกค่ะ

12. ละเลยเรื่องชีวิตคู่

พ่อและแม่ที่มีลูกเล็กมักโฟกัสอยู่แต่กับทารก รวมเข้ากับความกังวลเรื่องการเลี้ยงลูกและความเหนื่อยล้าจากการทำงานหรืออดนอน อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ ทำให้ทะเลาะกันหรือหลงลืมไปว่าอีกฝ่ายเป็นคู่รักของตน และไม่ใช่แค่คนอีกคนที่ช่วยเลี้ยงลูกเท่านั้น

ในช่วงขวบปีแรกของลูก พ่อแม่ต้องไม่ละเลยในการดูแลและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน หันหน้าเข้าพูดคุยด้วยเหตุผลเมื่อมีเรื่องขัดแย้ง รวมทั้งหาเวลาเป็นส่วนตัวสองต่อสองเพื่อเตือนตัวเองถึงความรักฉันท์สามีภรรยาที่เคยมีต่อกัน

13. ไม่เก็บความทรงจำของลูก

ในระหว่างที่กำลังยุ่งหัวหมุน ทารกน้อยของคุณแม่ก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ แถมในช่วงขวบปีแรกยังเป็นช่วงที่เด็กโตแบบฮวบฮาบ คุณแม่จึงต้องไม่ลืมเก็บความทรงจำอันมีค่าในช่วงนี้ไว้ด้วย จะถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ หรือจะเขียนไดอารี่ก็ได้ เพราะไม่ว่าจะความจำดีเท่าไร เรื่องราวและความรู้สึกเหล่านี้อาจจางหายไปตามกาลเวลานะคะ

เรื่องพลาดๆ เหล่านี้บางอย่างก็ค่อนข้างร้ายแรง แต่บางอย่างก็โก๊ะจนเมื่อคุณแม่มองกลับไปแล้วก็ต้องนึกขำ แต่คุณแม่มือใหม่ไม่ควรเป็นกังวลหรือกดดันตัวเองมากเกินไป ให้มองว่าความผิดพลาดนั้นเป็นครู เรามาเรียนรู้และพัฒนาตัวเองเพื่อลูกดีกว่า นั่นล่ะคือสิ่งที่สำคัญที่สุดค่ะ

อ้างอิงจาก

  1. Nichole Padmore, 15 Rookie Mistakes First-Time Parents Make, BabyGaga, https://www.babygaga.com/15-rookie-mistakes-first-time-parents-make/
  2. When your baby or infant has a fever, MedlinePlus, 18 Oct 2017, https://medlineplus.gov/ency/patientinstructions/000319.htm
  3. Sandee LaMotte, 10 mistakes parents make with newborns — and how to avoid them, CNN, 29 Jan 2018, https://edition.cnn.com/2018/01/29/health/newborn-mistakes-parents/index.html
  4. Denise Mann, 10 Mistakes New Parents Make, WebMD, 14 Sep 2015, https://www.webmd.com/parenting/baby/features/10-mistakes-new-parents-make#1
  5. Daisy Suman, 10 Rookie Parenting Mistakes In Baby’s First Year, FertileBrains, http://fertilebrains.com/10-rookie-parenting-mistakes-in-babys-first-year/
Tags:

You Might also Like

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Trending