LOADING

Type to search

10+1 ทริคเด็ด รับมือปัญหาลูกไม่กินข้าว เบื่ออาหาร กินยาก เลือกกิน

Share
คลิกเพื่อแชร์
 

“อีกคำเดียวนะ” “กินผักหน่อยลูก” “ถ้ากินไม่หมดแม่ไม่ให้เล่นนะ” และอีกมากมายคำต่อรองที่คุณต้องสรรหาขึ้นมาสู้รบตบมือกับลูกในทุกมื้ออาหาร เพราะลูกไม่กินข้าว แถมยังเลือกกินจนคุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นห่วงกลัวว่าลูกจะไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ

เด็กวัยหัดเดิน ซึ่งมีอายุในช่วง 1 – 4 ปี มักมีปัญหาทานยาก เลือกทานแต่ของเดิมๆ ไม่ทานผักผลไม้ หรือเบื่ออาหารจนไม่ยอมกินข้าวเลย พฤติกรรมเหล่านี้สร้างความปวดหัวและกังวลแก่ผู้ปกครองเป็นอย่างมาก แต่ไม่ต้องเครียดไปค่ะ เพราะวันนี้เรามีหลากหลายเคล็ดลับที่จะมาช่วยพ่อแม่รับมือกับปัญหาลูกไม่กินข้าวกัน

เคล็ดลับการรับมือปัญหาลูกไม่กินข้าว

1. เข้าใจสาเหตุ

เด็กในวัยหัดเดินมีพัฒนาการทางพฤติกรรมซึ่งหล่อหลอมให้เด็กเริ่มไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพ่อแม่และต้องการอิสระมากขึ้น1 นอกจากนี้ สัญชาติญาณในตัวเด็กที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงมากมายนับตั้งแต่ที่เกิดมา ยังทำให้เด็กต้องการความสม่ำเสมอและคงที่ในชีวิต2 ทั้งสองสาเหตุนี้จึงทำให้เด็กอยากกินแต่เมนูเดิมๆ และอยากเป็นคนเลือกอาหารรวมทั้งเวลาที่จะทานด้วยตัวเอง

นอกจากนั้น เด็กในวัยนี้จะมีความต้องการอาหารไม่เท่ากับเด็กในช่วง 0 – 1 ปีซึ่งมีพัฒนาการทางร่างกายอย่างมากและต้องรับประทานอาหารบ่อยกว่า โดยเฉพาะเมื่อเด็กอายุ 2 ขวบ ความอยากอาหารจะลดลงตามธรรมชาติ3 ทำให้เด็กรู้สึกหิวหรืออยากทานน้อยลง

2. เข้าใจบทบาท

ถึงพ่อแม่จะห่วงใยเท่าไรก็ตาม ควรเข้าใจว่าการรับประทานอาหารเป็นเรื่องของ 2 ฝ่าย พ่อแม่ไม่ได้มีบทบาทบังคับหรือกะเกณฑ์ให้ลูกกินอาหารกี่อย่างหรือกี่คำ แต่มีหน้าที่คอยเป็นไกด์ผู้แนะนำและจัดเมนูให้ลูกมีทางเลือกที่หลากหลายและมีประโยชน์ในแต่ละมื้อ โดยเด็กจะมีบทบาทเป็นผู้เลือกทานและตัดสินใจเองว่าเมื่อใดที่ตนอิ่ม

3.  อย่าบังคับหรือตั้งเงื่อนไข

ไม่ควรบังคับให้ลูกทานจนหมดจาน เพราะการวางกฎเช่นนี้อาจติดตัวลูกไปจนโต ทำให้ลูกกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ตัดสินใจเองไม่ได้2 และเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน1 นอกจากนี้ยังสร้างความกดดันทุกครั้งที่นั่งลงทานอาหาร

พ่อแม่ยังไม่ควรตั้งเงื่อนไข เช่น ทานหมดจะให้เล่นเกม ทานผักแล้วจะได้ทานไอศกรีม ฯลฯ เนื่องจากจะทำให้ลูกเสียนิสัย และนำ “การกิน” ซึ่งเป็นกิจกรรมพื้นฐานของชีวิต มาโยงเข้ากับ “การได้รับรางวัล” ส่งผลให้ในอนาคตลูกจะใช้การกินมาต่อรองเพื่อให้ได้สิ่งที่ตนต้องการเสมอ

4. เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน

1 ใน 4 ของเด็กจะเกิดมาพร้อมยีนที่ทำให้ตอบสนองต่อรสขมได้มากกว่าคนอื่น3 ทำให้เด็กกลุ่มนี้มีปฏิกิริยารุนแรงต่อผักใบเขียวมากกว่า ในขณะที่เด็กบางคนถูกสั่งการจากสมองให้หลีกเลี่ยงเนื้อสัมผัสหรือกลิ่นของอาหารบางประเภท

นอกจากนี้ ลูกอาจมีอาการแพ้อาหาร หรือภาวะที่ร่างกายย่อยอาหารบางอย่างไม่ได้ (Food Intolerance) พ่อแม่จึงต้องคอยสังเกตอาการ เช่น ผดผื่น ท้องอืด ท้องเสีย หรือมีไข้ และพาลูกไปปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษา

5. สร้างความหลากหลายและให้ตัวเลือก

สับเปลี่ยนอาหารและแนะนำเมนูใหม่ๆ เพื่อสร้างความตื่นเต้นให้ลูกสนุกกับการรับประทาน อย่างไรก็ดี ควรค่อยๆ เปลี่ยนแปลง คือนำเมนูใหม่ในปริมาณน้อยเข้ามาร่วมกับเมนูที่ลูกชอบและคุ้นเคยอยู่แล้ว

อีกทริคที่น่าสนใจคือการทำให้อาหารน่าดึงดูด โดยเริ่มจากให้ลูกทานผักที่สีสันสดใส หั่นเป็นรูปสัตว์ต่างๆ และใช้จานชามลายการ์ตูน ซึ่งต่างก็มีผลช่วยให้ลูกอยากทานมากขึ้น

6. อำพรางให้โปร

เด็กส่วนใหญ่ต้องได้รับการเสนออาหารใหม่ถึง 10 – 15 ครั้ง จนกว่าจะลองทาน2 เพราะฉะนั้น เด็กมักจะไม่ลองทานเมนูใหม่ตั้งแต่ครั้งแรก จึงควรนำมาใส่ในจานและแนะนำลูกบ่อยๆ รวมทั้งเปลี่ยนรูปลักษณ์ของอาหาร เช่น หากลูกไม่ยอมกินมันบด ก็ลองเปลี่ยนนำไปต้มซุปหรือทอดแทน หรือนำมาแทรกในจานโปรดที่ลูกทานประจำ อาทิ ทำข้าวผัดไข่ใส่ผัก มัฟฟินแครอท แพนเค้กบลูเบอร์รี ฯลฯ อีกเคล็ดลับดีๆ คือการใช้น้ำจิ้มหรือซอสต่างๆ เพื่อดึงดูดให้เด็กอร่อยและสนุกกับการทานเมนูนั้นมากขึ้น

7. จัดของว่างให้เหมาะสม

เป็นเรื่องปกติที่เด็กจะชอบกินของหวานและของว่าง แต่นอกจากการรับประทานขนมทั้งวันจะทำให้ลูกฟันผุแล้ว ยังทำให้ลูกไม่อยากอาหารเมื่อถึงเวลาทานมื้อหลัก1 ผู้ปกครองจึงควรเลือกของว่างที่ดีต่อสุขภาพ อย่างน้ำผลไม้สดหรือธัญพืช และหลีกเลี่ยงการซื้อขนมที่ไม่มีประโยชน์เข้าบ้าน รวมถึงจัดเวลาการทานของว่างที่เหมาะสม4

8. ชวนลูกเข้าครัว

ให้ลูกมีส่วนร่วมเล็กๆ น้อยๆ ในการเตรียมอาหาร ไม่ว่าจะเป็นการช่วยล้างผัก วัดปริมาณ หยิบถ้วยชาม หรือเลือกวัตถุดิบ เพราะจะทำให้ลูกรู้สึกภูมิใจว่าอาหารเป็นผลงานของตน4 รวมถึงรู้ที่มาที่ไปของเมนูนั้น ทำให้กล้าทานและอยากชิมมากขึ้น

9. ลดสิ่งที่ทำให้เสียสมาธิ

ปลูกฝังนิสัยการรับประทานอาหารที่ดีตั้งแต่ยังเล็ก ด้วยการสอนว่าช่วงเวลาทานข้าวเป็นช่วงที่ครอบครัวจะได้อยู่พร้อมหน้าและพูดคุยกัน รวมทั้งไม่ให้ลูกเล่นของเล่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือดูทีวีระหว่างทาน เพราะนั่นจะเป็นการดึงความสนใจไปจากอาหารตรงหน้า ทำให้ลูกไม่กินข้าว

10. เป็นตัวอย่างที่ดี

แสดงให้ลูกเห็นว่าพ่อแม่ก็ทานอาหารทุกอย่าง (ถึงแม้คุณจะเป็นคนเลือกทานด้วยก็ตาม!) อาจลองทานอาหารบนจานลูกให้ดูก่อนว่าอร่อยและทานได้ไม่เป็นอันตราย รวมถึงอธิบายว่าอาหารประเภทนี้มีประโยชน์อย่างไร โดยพูดให้เด็กเข้าใจง่าย เช่น ไม่ได้บอกเฉยๆ ว่าชีสมีแคลเซียม แต่บอกว่าการทานชีสจะช่วยให้กระดูกลูกแข็งแรงและได้เป็นนักบอลที่เก่งกาจอย่างที่ฝันไว้

11. หาตัวช่วย

แม้ผลการวิจัยจะบอกว่าเด็กอายุประมาณ 2 – 5 ปี จำนวนถึง 20% มีนิสัยเลือกกินเป็นปกติ โดยนิสัยนี้จะหายไปเอง3 แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ยังอดกังวลไม่ได้ว่าช่วงนี้ลูกจะไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอสำหรับการเจริญเติบโต จึงสามารถลองปรึกษาคุณหมอและขอให้ลูกทานอาหารเสริม เช่น วิตามินรวมไปก่อนในระหว่างที่ฝึกให้ลูกหายเบื่ออาหารค่ะ

การที่ลูกไม่กินข้าวและเลือกรับประทานเป็นเรื่องธรรมดาที่คุณพ่อคุณแม่สามารถหาทางรับมือได้ไม่ยาก ลองนำวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้กับเจ้าตัวน้อย รับรองว่าจะช่วยทำให้มื้ออาหารของทั้งพ่อแม่และคุณลูกเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขขึ้นได้แน่นอนค่ะ

อ้างอิงจาก

  1. How to handle a picky eater, BabyCenter, Aug 2016, https://www.babycenter.com/0_how-to-handle-a-picky-eater_9199.bc?showAll=true
  2. How to Handle Picky Eaters, ZERO TO THREE, 18 Apr 2010, https://www.zerotothree.org/resources/1072-how-to-handle-picky-eaters
  3. Sharon Liao, How to End the Picky Eating Struggle, WebMD, 22 Apr 2016, https://www.webmd.com/parenting/guide/picky-eater-kids#1
  4. Top 10 Tips for Dealing With a Picky Eater, American Heart Association, 12 Nov 2013, http://www.heart.org/HEARTORG/HealthyLiving/HealthyKids/HowtoMakeaHealthyHome/Top-10-Tips-for-Dealing-With-a-Picky-Eater_UCM_303811_Article.jsp#.WmgIAK5l_IV
Tags

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Trending